Interbeing เกี่ยวข้องกับ IDG อย่างไร

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจความหมายของ IDG และ Innterbeing กันก่อนครับ รวมถึงเหตุผลของการเขียนงานเขียนนี้ออกมาก่อนปิดเล่มหนังสือเกี่ยวกับ IDG ที่กำลังจะเผยแพร่ออกมา
 
IDG ในที่นี้ ย่อมาจาก Inner Development Guide ซึ่งเกิดจากงานวิจัยโดยองค์กร IDGs (Inner Development Goals) ผมในฐานะ IDG Ambassador ที่ศึกษาและเผยแพร่เรื่อง IDG ตั้งแต่องค์กร IDGs ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2023 แต่ดูเหมือนปีนี้ 2026 ผมรู้สึกติดล็อคในใจ เวลาจะต้องเขียนถึง IDG ครับ
 
ในขณะที่ ปีนี้ 2026 ผมใช้เวลาจุ่มแช่ตัวเองอยู่ในสังฆะหมู่บ้านพลัม (Plum Village) ค่อนข้างมาก เพราะมีโอกาสเดินทางไปศูนย์ฝึกสติถึง 3 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย, ฝรั่งเศส, และประเทศไทย มันทำให้ผมเกิดการลงลึกมากขึ้นเกี่ยวกับ Interbeing
 

🔔Interbeing คือ อะไร

 
Interbeing ในความเข้าใจเบื้องต้นก็คือ สภาวะที่หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ใช้เป็นแก่นแกนในการ บ่มเพาะชุมชนแห่งสติและความสมานฉันท์ ซึ่งทำให้เรื่อง Interbeing ซึมซาบเข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ปี 1966
 
โปรดอย่าพึ่งเข้าใจคำนี้ทั้งหมด ตามที่ผมเขียนถึง เพราะทุกวันนี้ ผมเองก็ยังคงฝึกปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ลุ่มลึกมากขึ้น ๆ สำหรับผู้ที่สนใจจริง ๆ ผมขอเชื้อเชิญให้มาฝึกปฏิบัติ ด้วยการอยู่ด้วยกันนะครับ เพราะการเข้าใจคำนี้ จำเป็นต้องอาศัยการอยู่ด้วยกันแล้วสังเกตในใจตนเอง
 

🔔Interbeing เกี่ยวกับ IDG อย่างไร

ก่อนที่ IDG จะถูกทำให้ง่ายด้วยการจำแนกทักษะด้านใน 25 ข้อ ออกเป็น 5 มิติ ได้แก่ Being, Thinking, Relating, Collaborating, และ Acting ได้เคยมีงานวิจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลัง ที่วิจัยโดยศาสตราจารย์ Christine Wamsler (ที่ปรึกษาอาวุโสของ IDGs) ซึ่งได้แสดงถึงจุดสูงสุดอย่างหนึ่งของการพัฒนามิติด้านใน ผ่านคำว่า Interbeing โดยกล่าวไว้ในบทความวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ความยั่งยืนเกี่ยวกับการเชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงภายในและภายนอก โดยมีรายละเอียดและบริบทการนำเสนอที่สำคัญดังนี้ครับ
 
 
  • มิติหนึ่งของศักยภาพในการเป็นผู้กระทำการ (Dimensions of Agency): ภายใต้แบบจำลองการเปลี่ยนแปลง (Model of Change) เพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืน Interbeing ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสามมิติหลักของศักยภาพในการลงมือทำร่วมกันของมนุษย์ ทั้งในระดับบุคคลและระดับกลุ่ม ร่วมกับ Interthinking (การคิดร่วมกัน) และ Interacting (การลงมือทำ/การปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน)

  • การขยายขอบเขตอัตลักษณ์และการดูแลใส่ใจ: มิติของ Interbeing นี้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนและขยายวงโคจรของ อัตลักษณ์ (circle of identity) การดูแลใส่ใจ (care) และความรับผิดชอบ (responsibility) ของมนุษย์ ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการพัฒนาและการเติบโตด้านในจิตใจของมนุษย์

  • หนทางแก้ไขวิกฤต "การตัดขาดแยกจากกัน" (Disconnection): งานวิจัยชี้ว่า วิกฤตสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน แท้จริงแล้วคือวิกฤตความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่เกิดจากการ ตัดขาดแยกจากกันอย่างรุนแรง (destructive separation or disconnection) ระหว่างมนุษย์กับตนเอง ผู้อื่น และธรรมชาติ แนวคิด Interbeing จึงเข้ามามีบทบาทผ่านการสร้างสภาพแวดล้อมและกระบวนการเรียนรู้ที่จะช่วยทลายกรอบวัฒนธรรมเดิมที่เน้นการแยกขาด และช่วยให้มนุษย์กลับมาสัมผัสได้ถึง ความเชื่อมโยงถึงกันอย่างลึกซึ้ง (sense of interconnection) เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบและสังคมที่หันมาใส่ใจโลกมากขึ้น

ต่อมาเพื่อทำให้การเรียนรู้ง่ายขึ้น IDGs จึงนำเสนอการพัฒนามิติด้านใน ผ่าน 5 มิติ ได้แก่ Being, Thinking, Relating, Collaborating, และ Acting ซึ่งดูผิวเผินเหมือนกับว่าแก่นสารของ Interbeing ได้ถูกทำให้จางหายไป หรือไม่

🔔 สิ่งใหม่ กับ การบ่มเพาะที่ยาวนาน

 
ในขณะที่หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ได้ทำให้ Interbeing เข้ามาเป็นแก่นแกนของชุมชน ตั้งแต่ปี 1966 และผ่านการปรับประยุกต์มาอย่างยาวนาน แต่ชุมชน IDGs พึ่งจะเริ่มต้นในปี 2023 เท่านั้น จึงอยู่ในช่วงลองผิดลองถูก แต่จุดร่วมที่น่าสนใจก็คือการเปิดรับเรียนรู้อยู่เสมอเช่นกัน (Openness and Learning Mindset)
 
เมื่อผมลงลึกกับหมู่บ้านพลัมมากขึ้น สัมผัสถึงสภาวะ Interbeing ชัดขึ้น ผมจึงรู้สึกยากมากที่จะเขียนถึง IDG โดยไม่มีการอ้างถึงชุมชนของหมู่บ้านพลัม เพราะสิ่งใหม่ที่กำลังปรากฏ แท้จริงแล้วคือการสืบเนื่องมาอย่างยาวนาน
 
แล้วจะเขียนถึง IDG ต่อได้อย่างไร
 
ผมคิดว่าแรงบันดาลใจ ที่จะทำให้ผมเขียนถึง IDG ต่อไปได้ นั่นก็คือ การตระหนักรู้ว่า ผู้อ่านจะได้ประโยชน์อย่างไรต่อสิ่งที่ผมจะเขียน มันจะต้องไม่ใช่การเขียนออกไป เพื่อจะบอกว่าผมเป็นผู้รู้ในเรื่องนี้ ซึ่งนั่นไม่ใช่แรงบันดาลใจของผมเลย
 

🔔 ประโยชน์ต่อผู้อ่านเรื่อง IDG

  1. เข้าใจง่ายและนำไปปรับใช้ในองค์กรได้จริง: เปลี่ยนเรื่องจิตใจที่เป็นนามธรรมให้กลายเป็น "ภาษากลาง" และ "แผนที่นำทาง" ผ่านมิติและทักษะของ IDG ช่วยให้ผู้นำ นักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (HRD) และคนทำงาน สามารถนำไปออกแบบการเรียนรู้ พัฒนาภาวะผู้นำ และสร้างวัฒนธรรมองค์กรได้อย่างตรงเป้าหมาย
  2. เป็นประตูสู่มิติด้านในที่ลึกซึ้งผ่านมุมมอง "Interbeing": รากฐานการวิจัยของ IDG ได้กล่าวถึงสภาวะการดำรงอยู่ที่ลึกซึ้ง นั่นคือ Interbeing ซึ่งเป็นความเข้าใจว่ามนุษย์ ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมต่างเชื่อมโยงกันอย่างไม่อาจแยกขาด หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้คุณก้าวข้ามความรู้สึกแบ่งแยก ไปสู่การตระหนักรู้ในความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างตัวเรากับสรรพสิ่ง
  3. ตื่นรู้ร่วมกันและขยายผลสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคม: เป้าหมายของการเติบโตจากมิติด้านใน ไม่ใช่เพียงการแสวงหาความสงบส่วนตน แต่คือการร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงภายนอก ปลุกให้เราตื่นขึ้นจากการติดอยู่ในตัวตนที่แยกขาด (Wake Up) มุ่งสู่การแก้ไขปัญหาเชิงระบบ และขยายผลเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมที่ใส่ใจดูแลกัน (Society of Care) เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
นี่คือการเขียนเพื่อปลดล็อกในตัวเอง เนื่องจากพักใหญ่ ๆ ที่ผ่านมา ผมเองที่อาจจะรู้สึกดูแคลน ลืมไปว่า IDG มีประโยชน์อย่างไร จนทำให้งานเขียนเกี่ยวกับ IDG ไม่คืบหน้าเท่าที่ควร แต่จริง ๆ แล้ว IDG มีงานวิจัยเบื้องหลังที่พูดถึงคำว่า Interbeing ด้วย
 
หวังว่าการเขียนปลดล็อคตัวเองครั้งนี้ จะทำให้ผมเขียน และเรียบเรียงเรื่อง IDG ได้จนถึงจุดที่เผยแพร่ได้ ในแบบที่เป็นรูปเล่ม อย่างกระชับ เข้าใจง่าย และถึงแก่น Interbeing ที่รู้สึกว่า จะเขียนได้อย่างสบายใจ และผู้อ่านได้จะประโยชน์จริง ๆ ครับ 😊🙏
 
โปรดติดตามหนังสือ IDG ในปี 2026 นี้
 
--- รัน ธีรัญญ์
 
บทความที่เกี่ยวข้อง
รัน ธีรัญญ์ ผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาภาวะผู้นำแบบ “Inner Growth for Outer Change”
Since:
Update:

Read : 123 times