องค์กร Inner Development Goals (IDGs) ได้ให้ความหมายของ การตระหนักรู้ในตนเอง เอาไว้ว่า "ความสามารถในการสะท้อนและสัมผัสถึงความคิด อารมณ์ ความปรารถนา และการกระทำ เพื่อคงภาพลักษณ์ที่แท้จริงของตนเองและกำหนดตนเอง"
Ability to be in reflective contact with thoughts, emotions, desires, and actions; to maintain a realistic self-image and to regulate oneself.
คนส่วนใหญ่กว่า 95% เชื่อว่าตัวเองมี Self-Awareness (ความตระหนักรู้ในตนเอง) มีเพียง 10-15% เท่านั้นที่มี Self-Awareness อยู่ในระดับที่ใช้งานได้จริง
ผมได้ลองถามตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้ หลังจากนั้น ผมก็ยอมรับว่า ผมอยู่ในกลุ่มคนส่วนใหญ่ 85-90% ที่ยังจำเป็นต้องเรียนรู้และพัฒนา Self-Awareness

(1) Internal Self-Awareness คือ การเข้าใจว่าเราคือใคร คุณค่าของเราคืออะไร
(2) External Self-Awareness คือ การเข้าใจว่าคนอื่นมองเราอย่างไร เพื่อให้เข้าใจตนเอง
Self-Awareness 2 ด้านนี้ ไม่ได้มาคู่กันเสมอไป คนที่เข้าใจตัวเองดีมาก (Internal) อาจจะ "ตาบอด" ต่อผลกระทบที่ตัวเองมีต่อคนอื่น (External) ก็ได้
การพัฒนา External Self-Awareness เราต้องหาคนที่กล้าพูดความจริงกับเรา (Loving Critics) เพื่อขอ Feedback ว่าสิ่งที่เขาเห็น ตรงกับสิ่งที่เราคิดว่าเราเป็นหรือไม่
ส่วนการพัฒนา Internal Self-Awareness นั้น อาจมีหลากหลายมิติที่เราสามารถสังเกตตนเอง เช่น อารมณ์ จุดแข็ง จุดอ่อน คุณค่า เป้าหมาย พลังกาย พลังใจ บทบาทหน้าที่ และความสัมพันธ์ แต่สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นก่อนก็คือ การกลับมาดำรงอยู่ในปัจจุบัน (Presence)
เราอาจต้องการสำรวจตัวเอง เพื่อให้เกิดความแน่ใจขึ้นภายในใจ และตอบคำถามกับตัวเองได้ว่า “ฉัน คือ ใคร” โดยในระหว่างทางของการค้นหาตัวเอง อาจเกิดความรู้สึกพอใจขึ้นมาบางช่วงเวลา พอจะตอบได้แล้วว่า “ฉัน คือ ใคร” แต่พอเมื่อเวลาผ่านไปสักพักหนึ่งกลับรู้สึกไม่แน่ใจหรือเคว้งคว้างยิ่งกว่าเดิม
ความจริงก็คือธรรมชาติแปรเปลี่ยนอยู่เสมอ บางคำตอบที่ดูเหมือนจะแน่นอน จึงเป็นจริงแค่เพียงชั่วคราว เมื่อเหตุปัจจัยเปลี่ยน ความหมายของชีวิตที่เคยเข้าใจก็อาจเปลี่ยนไป บางช่วงเวลา เราทำงานหนึ่งได้อย่างมีความสุข ประสบความสำเร็จ ชีวิตดูเหมือนมีความลงตัวเป็นอย่างดี แต่พอสำรวจกลับเข้ามาในใจก็พบว่า มันยังไม่ใช่คำตอบของชีวิต นี่ไม่ใช่ว่าเราผิดพลาดอะไร แต่นี่คือธรรมชาติของการแปรเปลี่ยน
เมื่อโลกแปรเปลี่ยนอยู่เสมอ จึงขอนำเสนอแผนที่ของชีวิตแบบหนึ่ง ที่นำไปสำรวจชีวิตได้อย่างง่าย ๆ เพราะมีเพียง 2 ทาง และทั้งสองทางนี้ก็เป็นทางที่ถูกทั้งคู่ วิธีใช้ก็คือ ถ้าเราเดินอยู่บนเส้นทางหนึ่งมากเกินไป ก็ให้ลองมาเดินอีกทางหนึ่งดูบ้างแค่นั้นเอง ทางทั้ง 2 ทางที่จะนำเสนอ มีดังนี้ครับ
ได้แก่ การยอมรับในตนเอง การรับฟังเสียงร่างกาย ผ่อนคลายความเคร่งตึง สังเกตพฤติกรรมของตนเองด้วยใจที่เป็นกลาง เหมือนมองตัวเองจากบนฟ้าลงมา อาจใช้การจดบันทึกหรือเล่าเรื่องตัวเองให้ตัวเองฟัง ไม่ใช่การเขียนเพื่อลุ้นยอดกดไลค์ ลดการวิเคราะห์สายตาท่าทีหรือความคิดเห็นจากผู้อื่น อาจให้เวลาตัวเองได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบที่ช่วยเสริมพลังใจ การฝึกรับรู้ถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออก ทั้งเวลาหยุดนิ่งและเคลื่อนไหวร่างกาย ช่วยเกื้อหนุนให้เกิดความกลมเกลียวภายในตัวเราได้อย่างดีเลยครับ
หากเพื่อน ๆ สนใจค้นหาตัวเองในเบื้องต้น อยากชวนให้เพื่อน ๆ หาที่สงบ ๆ อยู่กับตัวเอง จากนั้นเขียนประโยค โดยขึ้นต้นว่า “ฉัน คือ …..” เขียนจบประโยคแล้ว ก็ให้ขึ้นประโยคใหม่ ทุกประโยคให้ขึ้นต้นด้วยคำว่า “ฉัน คือ …..” เขียนให้ได้มากที่สุด จากนั้นอ่านทบทวน เมื่อประมวลภาพรวมของคำตอบแล้ว ให้ตอบอีก 1 คำถามว่า “ทำไมเราจึงเขียนแบบนั้น”
ได้แก่ เปิดใจรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว รับฟังความต้องการของผู้อื่น ร่วมกันออกแบบวิถีชีวิตที่จะดำรงอยู่ร่วมกันให้เกิดประโยชน์สุข หากทำงานเดิมมานาน ทุกอย่างง่าย จนรู้สึกเบื่อ ๆ เซ็ง ๆ ควรปรึกษาคนที่เกี่ยวข้อง เพื่อริเริ่มทำสิ่งใหม่ ๆ ให้กับองค์กร หากเราทำงานอิสระหรืออยู่ในช่วงว่างงาน ไอเดียที่น่าสนใจ คือ การปรับเปลี่ยนเวลาตื่นและเวลานอน เพื่อเพิ่มความท้าทายให้กับชีวิต และเพิ่มโอกาสในการค้นพบมุมมองใหม่ ๆ จากวัฏจักรชีวิตใหม่ ๆ
ในระหว่างการเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ เราอาจต้องเผชิญความไม่มั่นคงในใจ แต่สภาวะเช่นนี้ จะนำเราไปสู่ความสมดุลครั้งใหม่ เป็นความสมดุลที่ไหลลื่นตามความจริงที่แปรเปลี่ยนอยู่เสมอ “การเปิดรับความเป็นไปจากภายนอก” จะช่วยให้ขอบเขต “ความกลมเกลียวภายใน” ขยายกว้างออก กิจกรรมที่เคยเป็นความไม่คุ้นเคย จะกลายเป็นศักยภาพใหม่ ๆ ของชีวิต
“สร้างความกลมเกลียวภายใน เปิดรับความเป็นไปภายนอก” นอกจากจะใช้เป็นแผนที่ชีวิตในระดับบุคคล ยังสามารถปรับใช้เป็นแผนที่ชีวิตในระดับกลุ่มคน และระดับองค์กรอีกด้วย วิธีใช้ก็เช่นเดียวกันครับ นั่นก็คือ ถ้าเรากำลังเดินอยู่บนทางหนึ่งมากเกินไป ก็ให้ลองเดินอีกทางหนึ่งดูบ้าง ถ้าเราสร้างความกลมเกลียวภายในอย่างดี ดูเหมือนรู้จักตัวเองดีแล้ว แต่พอเกิดการเปลี่ยนแปลง ก็เริ่มไม่แน่ใจว่ารู้จักตัวเองดีแล้วจริง ๆ หรือไม่ ก็ให้ลองเปิดรับความเป็นไปภายนอกดูบ้าง และในทางตรงกันข้าม ถ้าเราเปิดรับความเป็นไปภายนอก สัมผัสถึงความไม่แน่นอนมากมาย จนเริ่มรู้สึกหวั่นไหวในใจ รับกับสภาพความทุกข์ของสังคมจนแทบจะไม่ไหว ก็ให้ลองกลับมาสร้างความกลมเกลียวภายในใจดูก่อนนั่นเอง จนกว่าที่ในที่สุด ภายในและภายนอกจะเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ได้แยกขาดจากกัน
“สร้างความกลมเกลียวภายใน
เปิดรับความเป็นไปภายนอก
สู่ความเป็นดั่งกันและกัน”
——— รัน ธีรัญญ์
ธีรัญญ์ ไพโรจน์อังสุธร, Ph.D.
สนใจจัดฝึกอบรมภายในองค์กร กรุณาติดต่อ LineOA: @delighten (24/7)
References:
