วันที่ 22 เม.ย. 2569 ผมได้เรียนรู้กับ Dr.Dan Siegel ในงาน IDG Deep Dive ตอน Personality, Wholeness, and Transformative Change ซึ่งจัดโดย Inner Development Goals
เป็นครั้งแรกที่ผมได้ทราบว่ามีข้อมูลเชิงวิชาการด้านประสาทวิทยา (Neuroscience) ที่น่าเชื่อถือมาก ๆ ได้มาสนับสนุนเรื่องบุคลิกภาพ (Personality)
และในระหว่างที่เรียนรู้เรื่องนี้ก็สัมผัสได้ว่า มันไม่ใช่แค่การส่งเสริมด้านทฤษฎี หรือการเรียนรู้ในฐานคิดเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมความเข้าใจในระดับที่ลึกซึ้งด้วย
โดยงานเขียนนี้ จะเป็นการสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ ตามความเข้าใจของผมเอง (ดร.ธีรัญญ์ ไพโรจน์อังสุธร) โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่
1. จานสีบุคลิกภาพ (Personality Palette) และ
2. บุคลิกภาพ 9 รูปแบบ (The Nine Patterns of Personality)
จานสีบุคลิกภาพ (Personality Palette) คือ กรอบแนวคิดที่ใช้ในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างพื้นฐานทางอารมณ์ (Temperament) และบุคลิกภาพ (Personality) เพื่อนำไปสู่การบรรลุ ความสมบูรณ์ในตนเอง (Wholeness) โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ
Dr.Dan Siegel แสดงภาพจานสีบุคลิกภาพ โดยตรงกลางจานสี คือ อักษร "W" ซึ่งย่อมาจาก Wholeness (ความสมบูรณ์), Coherence (ความสอดประสาน) หรือ Groundedness (ความมั่นคงในใจ) Dr.Dan Siegel กล่าวว่า ความสมบูรณ์ (Wholeness) เป็นสภาวะพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนมีมาแต่กำเนิด เป็นสิทธิโดยกำเนิดที่เราทุกคนเคยสัมผัสตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ซึ่งเป็นสภาวะของ "การดำรงอยู่โดยไม่ต้องพยายาม" (Effortless Being) เนื่องจากทุกความต้องการได้รับการตอบสนองโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะในช่วงเวลาในครรภ์ที่ความต้องการทุกอย่างได้รับการตอบสนองโดยไม่มีความแปลกแยก จนเมื่อเราคลอดออกมาจากในครรภ์ ระบบประสาทจะเปลี่ยนจากสภาวะ "การดำรงอยู่โดยไม่ต้องพยายาม" (Effortless Being) เข้าสู่สภาวะ "ต้องทำเพื่ออยู่รอด" (Do or Die) ซึ่งไปกระตุ้นก้านสมองให้สร้างระบบแรงจูงใจเพื่อตามหาความสมบูรณ์นั้นกลับคืนมาจากโลกภายนอก
จานสีนี้แบ่งระบบแรงจูงใจและอารมณ์พื้นฐานที่เกิดจากก้านสมองออกเป็น 3 ด้านหลัก ซึ่งแต่ละคนจะมี "ความไว" ในด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษมาแต่กำเนิด (ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ DNA เพราะแม้ฝาแฝดก็อาจมีความไวในแต่ละด้านแตกต่างกัน) เราสามารถเขียนย่อ แรงขับ Agency, Bonding, Certainty ได้ว่า แรงขับ A, B, C
* คำว่า Agency มีรากศัพท์มาจากภาษาละตินคือ "Agere" ซึ่งแปลว่า "To do" (การกระทำ) หรือ "To drive" (การขับเคลื่อน) ดังนั้น Agent คือ ผู้กระทำ (The doer) ซึ่งเป็นอำนาจที่เกิดจากภายใน (Internal Power) คือความรู้สึกว่า "ฉันทำได้" และ "ฉันมีสิทธิ์ที่จะเลือก" ซึ่งต่างจาก Authority ที่คืออำนาจที่ได้มาโดยตำแหน่ง (อำนาจจากภายนอก)
Dr.Dan Siegel กล่าวว่า บุคลิกภาพแต่ละรูปแบบมีวิธีจัดการกับแรงขับ ได้แก่ Agency, Bonding, และ Certainty ต่างกัน โดยแบ่งการกำกับอารมณ์เป็น 3 โหมด ได้แก่ การเพิ่มพลังอารมณ์ (Upregulate), การกักเก็บและควบคุม (Downregulate) และ การเปลี่ยนทิศทางพลังงาน (Shift)
ตัวแปรทางจิตวิทยาที่สำคัญอีกประการ คือ แนวโน้มทิศทางการให้ความสนใจ (Attentional Tendency หรือ Attendy) หรือทิศทางเริ่มต้นของพลังงานทางจิตและการให้ความสนใจ โดยมนุษย์มีแนวโน้มจะเพ่งความสนใจไปที่ โลกภายใน (Inward), โลกภายนอก (Outward) หรือ การดึงสลับไปมาระหว่างสองขั้ว (Dyadic)
ความเข้าใจเรื่อง Attendy ช่วยขยายความว่าเหตุใดคนที่มีแรงขับพื้นฐานเหมือนกัน เช่น มีแรงขับแบบ Bonding ที่ต้องการความสัมพันธ์เหมือนกัน แต่กลับมีการแสดงออกทางบุคลิกภาพที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง นั่นก็เพราะขึ้นอยู่กับว่า เขามุ่งเน้นความสนใจไปที่จุดใด
Dr.Dan Siegel ได้กล่าวถึง "ยุทธศาสตร์การปรับตัว" (Adaptive Strategy) ผ่าน BEATS Model ซึ่งประกอบด้วย ความเชื่อ (Beliefs), อารมณ์ (Emotions), แนวโน้มการกระทำ (Action Tendencies) และ เรื่องราวของชีวิต (Story) ที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อรับมือกับพื้นฐานทางอารมณ์ของตนเอง การสังเกตสิ่งเหล่านี้ จะช่วยให้เราเห็นถึงเส้นทางการพัฒนา (Developmental Pathways) ที่สามารถแปรเปลี่ยนจาก "คุก" (Prison) ไปสู่ "สนามเด็กเล่น" (Playground)
สรุปได้ว่า จานสีบุคลิกภาพ (Personality Palette) คือการมองว่าบุคลิกภาพเป็นเครื่องมือที่มีชีวิตและลื่นไหล ซึ่งเราสามารถฝึกฝนและพัฒนาเพื่อให้เข้าถึงศักยภาพสูงสุดของความเป็นมนุษย์ (Wholeness) ได้ผ่านการตระหนักรู้และการบูรณาการสภาวะต่างๆ ภายในตนเอง
เมื่อนำแรงขับเคลื่อนพื้นฐาน (Motivational Drives) หรือแรงขับ A, B, C (Agency, Bonding, Certainty) มาผสมกับทิศทางการให้ความสนใจ (Attentional Tendency หรือ Attendy) (i, d, o) จะเกิดเป็นรูปแบบบุคลิกภาพ 9 ประเภท
บุคลิกภาพทั้ง 9 แบบ จะแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ "ระดับต่ำ" (Prison) ซึ่งเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติเมื่อรู้สึกไม่มั่นคง และ "ระดับสูง" (Playground) ซึ่งเป็นสภาวะที่ใช้จุดแข็งเพื่อสร้างสรรค์ และทั้ง 9 แบบ จะมีโหมดการกำกับอารมณ์ (Emotion Regulation) เฉพาะตัว ได้แก่ การเพิ่มพลังอารมณ์ (Upregulate), การกักเก็บและควบคุม (Downregulate) หรือ การเปลี่ยนทิศทางพลังงาน (Shift) และ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
มุ่งเน้นที่ความสำเร็จและอำนาจในตนเอง (Competence) หากถูกขัดขวางจะเกิดความโกรธหรือหงุดหงิด
มุ่งเน้นการเชื่อมโยงและการได้รับการยอมรับ (Acceptance) หากถูกขัดขวางจะเกิดความเศร้าหรือความทุกข์จากการพลัดพราก
มุ่งเน้นความปลอดภัยและการคาดการณ์ได้ (Predictability) หากถูกขัดขวางจะเกิดความกลัวหรือความกังวล
เป้าหมายของการเข้าใจรูปแบบบุคลิกภาพเหล่านี้ คือ การพัฒนาจากระดับที่บุคลิกภาพกักขังความเป็นไปได้ในชีวิตเรา (Prison) ไปสู่ระดับที่เราสามารถใช้ศักยภาพของชีวิตได้อย่างเต็มที่ (Playground) ซึ่งเมื่อเราผสานจุดแข็งของตนเองได้แล้ว เราจะสามารถดึงจุดแข็งจากบุคลิกภาพประเภทอื่น ๆ มาใช้ได้ เพื่อสร้าง บูรณาการ (Integration) ในชีวิตและการทำงานได้ ไปจนถึงการเข้าถึงความสมบูรณ์ (Wholeness) หรือผมขอให้ความหมายว่า มันคือ "ความเป็นทั้งหมดและไม่เป็นอะไรเลย"
เมื่อผมลองเทียบเคียงเรื่อง Personality Palette ของ Dr.Dan Siegel กับมุมมองในพระพุทธศาสนา ก็พบว่ามีความสอดคล้องกันพอสมควร โดยคำว่า Wholeness มีความสอดคล้องกับคำว่า จิตเดิมแท้ ส่วนแรงขับพื้นฐานได้แก่ Agency ที่นำมาซึ่งความโกรธ, Bonding ที่นำมาซึ่งความเศร้า, และ Certainty ซึ่งนำมาซึ่งความกลัว มันก็คล้าย ๆ กับกิเลศพื้นฐาน ที่ประกอบด้วย ความโกรธ ความโลภ และความหลง นอกจากนี้ ภาพประกอบ Personality Palette ที่ Dr.Dan Siegel ใช้อธิบาย ก็ทำให้ผมอดคิดถึงภาพกาลจักร ศิลปะแบบธิเบส ที่อธิบายเรื่องปฏิจจสมุปบาท จากจิตเดิมแท้ที่อยู่ตรงพื้นที่ตรงกลางวงกลมเช่นกัน มากไปกว่านั้น บุคลิกภาพทั้ง 9 แบบ ยังสอดคล้องมาก ๆ กับเรื่องนพลักษณ์ (Enneargram) อีกด้วย
โดยสรุปแล้ว การเรียนรู้เรื่องนี้ ไม่ควรจบแค่การเข้าใจความหมาย แต่ควรจะเชื่อมโยงไปสู่ชีวิตจริง ๆ ของเรา ผ่านการสังเกต การฝึกปฏิบัติ และการเรียนรู้เมื่อเราดำรงอยู่ร่วมกันในสังคมครับ
