ปีเตอร์ ดรักเกอร์ (Peter Drucker) ได้ให้ความหมายของ คนเก่งที่รู้งาน (Knowledge Workers) ว่าคือบุคลากรที่รู้เกี่ยวกับสิ่งที่เขากำลังทำ มากกว่าสิ่งที่หัวหน้างานของเขารู้ โดยในปัจจุบัน คนเก่งที่รู้งาน มีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น ทำให้ภาวะผู้นำแบบเดิมที่สั่งการและควบคุมบุคลากรจากบนลงล่าง (Top-down) ตามโครงสร้างขององค์กรแบบลำดับขั้น (Hierarchy) จึงเป็นสิ่งที่ล้าสมัย คำถามสำหรับผู้นำในวันนี้จึงคือ “จะทำอย่างไรที่จะช่วยให้สมาชิกในทีมบรรลุเป้าหมายของเขา ในขณะที่ผู้นำ ไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญมากกว่าทีมงาน”
อลัน มูลัลลี่ CEO ของฟอร์ด มอเตอร์ (2006-2014) แสดงให้เห็นว่าการเป็นผู้นำแบบเอื้ออำนวย (The Leader as Facilitator) มีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าการเป็นผู้นำแบบเจ้านาย (The Leader as Boss) โดยเฉพาะเมื่อนำคนเก่งที่รู้งาน (Knowledge Worker) การเปลี่ยนแปลงจากการเป็นผู้นำแบบเจ้านาย มาเป็นผู้นำแบบเอื้ออำนวย จำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดและโปร่งใส กระตุ้นให้สมาชิกในทีมสามารถประเมินผลงานตนเองและเปิดเผยได้อย่างซื่อตรงโดยปราศจากความกลัวหรืออับอาย เมื่อสามารถรับรู้ถึงปัญหาที่แท้จริงจึงสามารถช่วยกันหาทางออกได้ สิ่งนี้พูดง่ายแต่ทำจริงไม่ง่าย ต่อไปนี้คือตัวอย่างการบริหารจัดการของ อลัน มูลัลลี่
ในปี 2006 อลัน มูลัลลี่ เข้ารับตำแหน่ง CEO ของฟอร์ด มอร์เตอร์ ในขณะนั้น บริษัทพึ่งประกาศว่าขาดทุนครั้งใหญ่ในรอบ 103 ปี หุ้นถูกซื้อขายในราคาเพียง 1 ดอลล่าสหรัฐ พนักงานในบริษัทตกอยู่ในความชะงักงันด้วยความกลัว สิ่งแรกที่อลันทำคือการตั้งทีมผู้นำจำนวน 16 คน เพื่อมาร่วมกันสร้างวิสัยทัศน์ กำหนดแผนกลยุทธ์ และกระบวนการดำเนินงาน ผู้นำทุกคนล้วนจัดอยู่ในกลุ่มคนเก่งที่รู้งาน (Knowledge Workers) โดยในทุกสัปดาห์ทุกคนจะมาประชุมกันและอลันจะถามทุกคน 2 คำถาม (1) ให้ระบุแผนเพื่อดำเนินการตามกลยุทธ์ (2) ให้ประเมินความก้าวหน้าของแผนงานตามแนวทางการประเมิน 3 สี ได้แก่ สีเขียว สีเหลือง และสีแดง โดยมีรายละเอียด ดังนี้
ในการประชุมครั้งแรก สมาชิกทั้ง 16 คนรายงานผลความก้าวหน้าว่าเป็น สีเขียว (ถึงแม้ขณะนั้น บริษัทกำลังจะขาดทุนเป็นประวัติการณ์ ถึง 17,000 ล้านดอลล่าสหรัฐ) อลันจึงชวนให้ทุกคนประเมินผลอีกครั้ง จนเมื่อเวลาผ่านไป มาร์ค ฟิลด์ (Mark Fields) สมาชิกคนหนึ่งได้ตัดสินใจประเมินผลความก้าวหน้าว่าเป็น สีแดง จากนั้นเขาอธิบายถึงปัญหาต่าง ๆ และบอกว่ายังไม่มีกลยุทธ์ที่แท้จริงในการแก้ปัญหา ในช่วงขณะนี้เอง อลันกล่าวว่าเป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลง ฟอร์ด มอเตอร์ ช่วงเวลาที่ มาร์ค ฟิลด์ แสดงความโปร่งใสในการรายงานความก้าวหน้า อลันยืนขึ้นปรบมือและกล่าวขอบคุณมาร์ค ที่เขากล้าหาญเปิดเผยถึงปัญหาและการบอกไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรในขณะนั้น คือการกำลังทำงานที่สำคัญ (ต่อมาในปี 2014-2017 มาร์ค ฟิลด์ ก็ได้ขึ้นมาเป็น CEO ของฟอร์ด มอร์เตอร์ ต่อจาก อลัน มูลัลลี่) เมื่อได้รับรู้ปัญหาถึงแม้จะยังไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร แต่อลันกล่าวว่าในฟอร์ด มอเตอร์ มีคนเก่งมากมายที่จะมาช่วยกันหาทางออกในปัญหานี้ได้ หลังจากนั้น ผู้นำทุกคนในทีมก็มีสมาธิจดจ่อกับปัญหาของมาร์ค และได้มีการกำหนดบุคลากรที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญมาช่วยเหลือ เป็นช่วงเวลาที่พลิกสู่ทิศทางเชิงบวกอย่างชัดเจน เป็นปฐมบทสู่ตำนานของฟอร์ด มอเตอร์ ในยุคของอลัน มูลัลลี่ โดยในปี 2013 ฟอร์ด มอเตอร์ ทำรายได้ 7,200 ล้านเหรียญดอลล่าสหรัฐ และทำให้พนักงานได้รับโบนัสโดยประมาณ มากถึง 9000 ดอลล่าสหรัฐต่อคน
สรุปบทเรียน การเป็นผู้นำ
ที่นำทีมงานที่เก่งมากกว่าตัวเอง
มุ่งเน้นความโปร่งใส และการให้การชื่นชมในความโปร่งใส
Target transparency and applaud when you get it
คนส่วนใหญ่กลัวที่จะบอกถึงจุดติดขัดในงานของตนเองต่อสาธารณะ โดยเฉพาะต่อหน้าเจ้านายและเพื่อนร่วมงาน นั่นอาจเพราะเจ้านายมักจะกล่าวว่า “อย่าเข้ามาพบฉันพร้อมกับปัญหา ให้เข้ามาพบฉันพร้อมกับวิธีการ” คำกล่าวนี้อาจใช้ได้ผลดีในบางโอกาส แต่ในขณะที่องค์กรกำลังประสบปัญหาอย่างหนัก และเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความกลัว ผู้นำอาจต้องทบทวนคำกล่าวเช่นนี้ โดยผู้นำแบบเอื้ออำนวยจะให้การยอมรับ ชื่นชม บุคลากรที่กล้าเปิดเผยความจริง เพื่อเปลี่ยนแปลงองค์กรไปสู่ความโปร่งใสและไว้วางใจต่อกัน
ยอมรับว่า ความรู้ของคนอื่นมีความสำคัญ
Recognize that knowledge is power
การเป็นผู้นำของคนเก่งที่รู้งาน (Knowledge Workers) ผู้นำต้องตระหนักว่าบุคลากรรู้มากกว่า และผู้นำไม่สามารถไปบังคับใจให้บุคลากรบอกสิ่งที่รู้หรือเปิดเผยความจริงออกมาได้ด้วยการสั่งการและควบคุม แต่ผู้นำแบบเอื้ออำนวย จะอาศัยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น การบรรยากาศที่เปิดกว้างโปร่งใสและเป็นตัวอย่าง เพื่อเกื้อกูลต่อการเปิดเผยอย่างซื่อตรง พร้อมทั้งให้การยอมรับชื่นชม บุคลากรที่แสดงความโปร่งใสภายในองค์กร
ระวังการให้คำแนะนำ โดยไม่เชี่ยวชาญจริง
Be wary of making suggestions without true expertise
ถ้าทีมงานประเมินผลงานของตนเองว่า “ไม่สามารถดำเนินไปตามแผนงาน และยังไม่รู้วิธีการที่จะบรรลุเป้าหมาย”หากเจ้านายเร่งรีบตัดบท โดยให้คำแนะนำในทันทีว่า “คุณลองทำแบบนี้หรือยัง” ผลที่จะเกิดขึ้น คือ เจ้านายจะไม่รู้ศักยภาพที่แท้จริงของทีมงาน และเจ้านายกำลังลดทอนความรู้สึกเป็นเจ้าของงาน (Ownership) ของทีมงาน ทีมงานอาจทำตามคำแนะนำ แต่จะไม่มีแรงจูงใจจากภายในตนเอง เนื่องจากขาดการมีส่วนร่วมในการคิด ในขณะที่ผู้นำแบบเอื้ออำนวย จะเปิดพื้นที่สร้างการมีส่วนร่วม ให้การแก้ปัญหาเกิดขึ้นจากทุกคนร่วมกัน
สร้างการมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น
Actively involve others
ภาวะผู้นำแบบเอื้ออำนวย จะไม่อาศัยแต่เพียงความเชี่ยวชาญของตนเองแล้วบริหารผ่านการสั่งการจากบนลงล่าง (Top-down) แต่จะอาศัยปัญญาร่วม (Collective Wisdom) ที่ได้มาจากเพื่อนร่วมงาน (Peer to peer) และทีมงาน (Bottom-up) สิ่งนี้ช่วยให้ผู้นำสามารถนำพาองค์กรก้าวข้ามปัญหาที่ท้าทายเกินความสามารถของตนเองเพียงลำพังได้ ด้วยการเปลี่ยนคำกล่าว “อย่าเข้ามาพบฉันพร้อมกับปัญหา ให้เข้ามาพบฉันพร้อมกับวิธีการ” ให้กลายเป็นคำกล่าวว่า “ขอให้ทุกคนมาพบทีมพร้อมด้วยปัญหา เพื่อให้เราทั้งหมดช่วยกันค้นหาวิธีการ”
สังเกตอัตตาของตนเองอยู่เสมอ
Check your ego at the door
ปีเตอร์ ดรักเกอร์ (Peter Drucker) กล่าวว่า “พันธกิจของเราคือการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ไม่ใช่การพิสูจน์ว่าเราเก่ง” ก้าวแรกในการตอบสนองต่อปัญหาที่ท้าทาย คือ การทำให้บุคลากรยอมรับในปัญหาที่ท้าทายนั้น และก้าวแรกที่จะทำให้เกิดสิ่งนั้น ผู้นำจะต้องยอมรับว่าตนเองไม่สามารถบอกคำตอบได้ด้วยตนเอง แต่จะอาศัยการเอื้ออำนวยกระบวนการเพื่อให้เกิดการค้นหาคำตอบร่วมกัน
สรุปแก่นความหมายของภาวะผู้นำแบบเอื้ออำนวย คือ ภาวะการนำด้วยใจที่เป็นอิสระ บ่มเพาะเหตุปัจจัยให้กระบวนการง่ายขึ้น เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน และเกิดผลลัพธ์อย่างเป็นธรรมชาติ (ธีรัญญ์ ไพโรจน์อังสุธร, 2564)
หลักสูตรที่เกี่ยวข้อง:
Reference: