Digital Transformation (DX) คืออะไร

  Digital Transformation ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือสิ่งที่ทุกองค์กรไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่ต่างต้องเผชิญ และเพื่อให้แน่ใจว่าเราจะไม่พลาดในการติดกระดุมเม็ดแรก จึงจำเป็นต้องเข้าใจในรากฐานของนิยามความหมาย เพื่อให้สร้างสรรค์วิธีการได้อย่างอิสระ และเมื่อศึกษามากยิ่งขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งพบว่า “Digital Transformation” หรือเรียกย่อ ๆ ว่า “DX” มีความหมายที่เฉพาะตัว เราพบว่า “DX ไม่เท่ากับ Technology” และ “DX ไม่เท่ากับ Transformation” แล้วจริง ๆ แล้ว DX คือ อะไร

1. Digital Transformation ไม่เท่ากับ Technology

         ความเข้าใจที่ว่า DX คือ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในธุรกิจ คือ ความเข้าใจที่ยังคลาดเคลื่อน จริง ๆ แล้ว DX คือ การมองเห็นว่าเทคโนโลยีได้มาเปลี่ยนแปลงเหตุปัจจัยต่าง ๆ ในธุรกิจ ความคาดหวังของลูกค้า พันธมิตร และพนักงานขององค์กรอย่างไร บริษัท Startup อย่างเช่น Uber และ Lyft ที่ให้บริการรถแท็กซี่ เป็นอันดับ 1 และ อันดับ 2 ของสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ เริ่มต้นจากการตระหนักว่า ผู้คนใช้โทรศัพท์มือถืออย่างแพร่หลาย เป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการร่วมกัน พวกเขาจึงตอบสนองโอกาสนี้ ด้วยการพัฒนาบริการที่รองรับความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้าและคนขับรถแท็กซี่ ความสำเร็จของ Platforms เหล่านี้ ทำให้เหตุปัจจัยทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป และยังต่อยอดให้เกิดโอกาสใหม่ ๆ ทางธุรกิจอีกด้วย เช่น ธุรกิจร้านอาหารในนิวยอร์ค เมื่อได้เห็นการเติบโตขึ้นของ Uber ก็ได้สร้างบริการชื่อ Olo เพื่อให้บริการจัดส่งผ่านอาหารผ่าน Uber

         คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า เราจะนำเทคโนโลยีอะไรมาใช้ แต่คือ เรากำลังมีสมาธิจดจ่อกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างเท่าทันหรือไม่ เพื่อที่จะตอบสนองความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้า พันธมิตร และพนักงานภายในองค์กรของเรา

         DX ไม่เท่ากับ Technology เราไม่ได้เริ่มต้นจากการนำ Technology มาใช้ แต่เราเริ่มต้นด้วยการถามว่านำมาใช้ทำไม (Start with Why) นั่นก็คือเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปจาก Technology ที่เปลี่ยนแปลง หรือกล่าวได้ว่า DX ไม่ได้ใช้มุมมองที่เทคโนโลยีเป็นศูนย์กลาง (Technology-centric) แต่ DX ใช้มุมมองแบบลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer-centric)

2. Digital Transformation ไม่เท่ากับ Transformation

          ถ้าลองค้นหาความหมายของคำว่า “Transformation” เราจะพบความหมายว่า คือ การเปลี่ยนแปลงอย่างมากและในที่สุดก็จะเสร็จสมบูรณ์ แต่ DX ไม่ได้เป็นเช่นนี้ มันไม่ใช่กระบวนการที่นำไปสู่การเสร็จสมบูรณ์ หรืออย่างน้อย ก็จะไม่เสร็จสมบูรณ์ในอนาคตอันใกล้

          กอร์ดอน มัวร์ (Gordon E. Moore) Co-founder ของ Intel ได้ทำนายเอาไว้ ตั้งแต่ปี 1965 ว่าจำนวน Transistor จะเพิ่มขึ้น 2 เท่าในทุก ๆ 2 ปี และจะเป็นเช่นนี้ไปจนถึง ปี 2025 เราเรียกการทำนายนี้ว่า กฎของมัวร์ (Moore’s Law) ซึ่งเป็นคำทำนายที่ยังคงค่อนข้างถูกต้อง เนื่องจาก ความพยายามของมนุษย์ที่จะพัฒนาเทคโนโลยีในการประมวลผลอย่างต่อเนื่องนั่นเอง เมื่อกฎของมัวร์ ยังคงเป็นจริง จึงส่งผลให้พลังของการประมวลผล (ต่อราคา) เพิ่มขึ้นเท่าตัว ในทุก ๆ 18 เดือน รวมถึงส่งผลให้ความจุของอุปกรณ์เก็บข้อมูลและความเร็วของเน็ตเวิร์คเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในปัจจุบันการพัฒนา CPU ต้องพบกับอุปสรรคที่ท้าทายเป็นอย่างมาก ได้แก่ ความร้อนที่เพิ่มขึ้น งบประมาณในการเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยีการผลิต รวมถึงข้อจำกัดเกี่ยวกับ Quantum Effect อย่างไรก็ตาม เราอาจจะได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ที่จะเข้ามาส่งเสริมด้านความเร็วของการประมวลผล ผ่านสิ่งที่เรียกว่า  “Quantum Computing”

          ในปัจจุบัน เราพบว่า ความเร็วในการประมวลผล ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ Hardware แต่เพียงเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับ Software ด้วย และความเร็วในการประมวลผล ก็ไม่ใช่เหตุปัจจัยเดียวที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้อีกต่อไป แต่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น Artificial Intelligence, Blockchain, Autonomous Vehicles, Augmented Reality and Virtual Reality เป็นต้น ซึ่งจะกลายเป็นคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ถาโถมแบบต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงความคาดหวังของผู้ใช้ และถึงแม้เราจะเท่าทันการเปลี่ยนแปลงแล้ว ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ ๆ อีกอย่างต่อเนื่อง

          ดังนั้น DX จึงคือ การปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน หรือกล่าวอีกอย่างได้ว่า ความสำคัญของ DX นั้น จะไม่มีวันลดลง แม้ว่าเราจะบอกตัวเองว่าได้ปรับตัวเปลี่ยนแปลงแล้วก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนั้นยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง เราจึงยังคงต้องเฝ้าสังเกต ซึมซับรับรู้สภาพแวดล้อม เห็นแนวโน้ม ทดลองอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะตอบสนองแนวโน้มให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

          DX ไม่เท่ากับ Transformation เราไม่ได้เริ่มจากการใช้ Technology รุ่นล่าสุดแล้วจบงาน แต่ DX ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้ช่วยให้เราแน่ใจได้ว่า เราจะไม่ได้มีเพียงเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่ยังสร้างคุณค่าที่ตอบโจทย์ลูกค้าและธุรกิจอย่างเท่าทันด้วย

 

แล้ว Digital Transformation (DX) คือ อะไร

          MIT ได้ให้ความหมายในระดับพื้นฐานของ Digital Transformation ว่าคือ ความสามารถในการปรับเปลี่ยนขององค์กร ผู้นำ และพนักงานทุกคน เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วอันเกิดจากเทคโนโลยี (Gerald C. Kane., 2017). ผสานรวมเทคโนโลยีดิจิตอลเข้ากับทุกด้านของธุรกิจ เปลี่ยนวิธีการดำเนินการและการมอบคุณค่าให้กับลูกค้า รวมไปถึงวัฒนธรรมที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง การทดลอง และการคุ้นเคยกับความล้มเหลว (The Enterprisers Project, 2016) โดยในปี 2019 Innosight ได้ทำการจัดอับดับองค์กรที่เป็นสุดยอดด้าน Business Transformation ด้วยคุณสมบัติ 3 อย่าง คือ การสร้างการเติบโตใหม่ (New Growth) การเปลี่ยนธุรกิจที่เป็นแก่นแกนขององค์กร (Repositioning the Core Business) และผลประกอบการทางการเงิน (Financial Performance) (Scott D. Anthony and Others, 2019). ด้วยความหมายเหล่านี้ การพัฒนาภาวะผู้นำแบบดิจิตอล (Digital Leadership) เพื่อให้มีกรอบคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) และการเข้าถึงใจผู้อื่น (Empathetic Leader) จึงมีความสำคัญต่อองค์กรที่ต้องการจะขับเคลื่อน Digital Transformation

 นอกจากคำว่า “Digital Transformation” เราอาจใช้คำว่า “วุฒิภาวะทางดิจิตอล” (Digitally Mature) เพื่อช่วยให้เกิดความรู้สึกแบบค่อยเป็นค่อยไป ความหลากหลายของสถานะหรือระดับในการพัฒนา ทุกองค์กรมีโอกาสพัฒนาได้ เป็นการพัฒนาที่ไม่มีจุดสิ้นสุด และสะท้อนถึงการไม่รู้อย่างชัดเจนในอนาคต แต่ก็จะไม่หยุดที่จะเริ่มต้น หรือกล่าวอีกอย่างได้ว่า เราจะรู้อนาคตชัดเจนขึ้น เมื่อเริ่มก้าวเดินไปแล้ว รวมถึงจำเป็นต้องกระตุ้นให้เกิดขึ้น โดยการสร้างการเรียนรู้เกี่ยวกับแนวโน้มด้านดิจิตอล องค์กรที่มี “วุฒิภาวะทางดิจิตอล” จะปรับทิศทางให้สอดคล้องกับแนวโน้มนั้น จากความเข้าใจเหล่านี้ ทำให้เราพบว่ามีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายเกี่ยวกับ Digital Transformation ดังต่อไปนี้

          ข่าวดี คือ ทุกองค์กรสามารถเพิ่ม “วุฒิภาวะทางดิจิตอล” (Digitally Mature) ได้ แม้จะยังไม่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีก็ตาม จากรายงานธุรกิจดิจิตอล (Digital Business Report) ในปี 2017 โดย MIT SMR และ Deloitte พบว่าบริษัทที่มี “วุฒิภาวะทางดิจิตอล” มีแนวโน้มทำงานข้ามสายงาน (Cross-functional Teams) และในปี 2016 พบว่าบริษัทที่มี “วุฒิภาวะทางดิจิตอล” มีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์อยู่ชุดหนึ่ง และตลอดงานวิจัยพบว่าพนักงานทุกช่วงวัย ต้องการทำงานกับบริษัทที่มี “วุฒิภาวะทางดิจิตอล”

          ทุกองค์กรสามารถพัฒนา “วุฒิภาวะทางดิจิตอล” แต่ข่าวร้ายก็คือ เกือบทุกองค์กรเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม คนเก่ง และโครงสร้างเช่นนี้ เกิดขึ้นได้ยากในองค์กรของพวกเขา โดยทั่วไปแล้วองค์กรเปลี่ยนแปลงได้ช้ากว่าเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป และการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยปราศจากความพยายาม นอกจากนี้ องค์กรมีแนวโน้มที่จะนิ่งเฉยเมื่อเวลาผ่านไป ถึงแม้จะเริ่มต้นสร้างการเปลี่ยนแปลงแล้ว แต่ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ในการรักษาความสามารถในการเปลี่ยนแปลงให้ดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

ข้อแนะนำในการทำ Digital Transformation

ข้อแนะนำสำหรับองค์กร ผู้นำ และพนักงานทุกคนก็คือ

เป็นผู้เริ่มต้น เริ่มกระบวนการใหม่ เริ่มทันทีในตอนนี้

  1. เป็นผู้เริ่มต้น คือ เป็นผู้มีจิตใจแบบผู้เริ่มต้นใหม่ ที่มีความสนใจใคร่รู้ สังเกต เปิดรับ ทำความเข้าใจผู้อื่น และพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ (Growth Mindset and Empathy)
  2. เริ่มสร้างกระบวนใหม่ คือ การเริ่มสร้างกระบวนการใหม่ ๆ ซึ่งอาจจะดีกว่าการพยายามปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานที่มีอยู่ เพื่อให้เกิดกระบวนการที่พร้อมปรับเปลี่ยนได้อย่างคล่องตัว (Agility)
  3. เริ่มทันทีในตอนนี้ คือ องค์กรต้องตัดสินใจทำทันที โดยทุ่มเทในด้านเวลาและงบประมาณ การทำ Digital Transformation ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ในขณะที่การบ่มเพาะชุดความคิดและวัฒนธรรมภายในองค์กรต้องใช้เวลามาก ลองคิดถึงการบ่มเพาะต้นกล้าต้นหนึ่ง เราจะรดน้ำในวันนี้ หรือรอคอยรดน้ำในปีหน้า การทำ Digital Transformation ก็เช่นเดียวกัน ต้องเริ่มทันทีในตอนนี้ ทดลองทำ เรียนรู้จากความผิดพลาด และปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง

หลักสูตรที่เกี่ยวข้อง

Reference:

  • Innosight. (2019). The Transformation 20: The Top Global Companies Leading Strategic Transformations. Retrieved from https://www.innosight.com/insight/the-transformation-20.
  • Gerald C. Kane and Others. (2016). Aligning The Organization For Its Digital Future. MIT Sloan Management Review.
  • Christopher G. Worley and Others. (2016). Creating Management Processes Built for Change. MIT Sloan Management Review.
  • The Enterprisers Project. (2016). What is digital transformation?.
  • Gerald C. Kane. (2017). Digital Maturity, Not Digital Transformation. MIT Sloan Management Review.
  • Gerald C. Kane and Others. (2017). Achieving Digital Maturity: Adapting Your Company to a Changing World. MIT Sloan Management Review.
  • Gerald C. Kane. (2017). ‘Digital Transformation’ Is a Misnomer: It’s not about digital or transformation. It’s about adaptation. MIT Sloan Management Review.
  • Scott D. Anthony, Alasdair Trotter, and Evan I. Schwartz. (2019). The Top 20 Business Transformations of the Last Decade. Harvard Business Review.

Digital Transformation ในอุตสาหกรรม 4.0

Digital Transformation (DX) คือ การปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พร้อมรับกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้า โดยการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างเท่าทัน
.
และเนื่องจาก DX เกี่ยวข้องเชื่อมโยงโดยตรงกับความต้องการของลูกค้า ดังนั้น ทุกองค์กรไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ต่างก็ต้องเรียนรู้เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเรื่อง DX

สำหรับองค์กรในภาคอุตสาหกรรม นอกจากคำว่า Digital Transformation แล้ว ยังมีคำว่า Industry 4.0 หรือ อุตสาหกรรม 4.0 อีกด้วย แล้ว 2 สิ่งนี้ เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

อุตสาหกรรม ได้จัดแบ่งเส้นทางพัฒนาการเอาไว้เป็น 4 ยุคสมัย ได้แก่

  • ยุค 1.0 คือ ใช้เครื่องจักรไอน้ำ และเครื่องทอผ้า
  • ยุค 2.0 คือ ผลิตครั้งละมาก ๆ ผ่านสายพาน และพลังไฟฟ้า
  • ยุค 3.0 คือ ใช้หุ่นยนต์ คอมพิวเตอร์ และอิเล็คทรอนิกส์
  • ยุค 4.0 คือ การเชื่อมเครื่องจักรเข้าสู่โลกออนไลน์

    โดยในยุค 3.0 และยุค 4.0 นั้น อาจแบ่งโดยละเอียดได้เป็น 6 ขั้นตอน (Industrie 4.0 Maturity Index, 2020) โดยในแต่ละขั้นตอนนั้น ไม่สามารถก้าวข้าม หรือตัดขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งไปได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. Computerization

ทำให้งานที่ทำซ้ำ ๆ ทำได้ง่ายขึ้น ด้วยการใช้ Automation โดยในแต่ละส่วนงานยังไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลกัน รวมถึงเป็นการเปลี่ยนข้อมูลแบบ Analog ให้เป็น Digital

2. Connectivity

เชื่อมโยงและหลอมรวมกระบวนการต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โดยใช้ Cloud Computing เพื่อแชร์ข้อมูลระหว่างกัน เห็นข้อมูลครบถ้วน สามารถตัดสินใจได้อย่างบูรณาการมากขึ้น เช่น การมีระบบจัดซื้อจัดจ้าง ที่สามารถเห็นข้อมูลได้อย่างรอบด้านทั้งราคาและเวลาจัดส่ง (Lead Time) ก็ทำให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น และเมื่อเปิดให้หลายโรงงานได้รวมปริมาณการสั่งซื้อ แล้วสั่งซื้อพร้อมกันได้คราวละมาก ๆ ก็ช่วยเพิ่มอำนาจในการต่อรองได้

3. Visibility

รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น Sensors แสดงผลข้อมูลแบบ Real-time ทำให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำจากแหล่งข้อมูลเดียว (the single source of truth) เช่น สามารถวัดค่าประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักร (OEE: Overall Equipment Effectiveness) ได้อย่างแม่นยำ แทนการจดบันทึกรายงาน (OEE = Availability x Performance Efficiency + Quality Rate)

4. Transparency

รู้ว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร จากการวิเคราะห์ Big Data ต่อยอดจากการที่มีข้อมูลที่แม่นยำจากแหล่งข้อมูลเดียว (the single source of truth) เมื่อนำข้อมูลมาคำนวณจึงได้ผลลัพธ์ออกมาอย่างแม่นยำในทันที เช่น สามารถคำนวณค่า Yield = Output / Input ได้จากมีข้อมูล Output และ Input ที่ถูกต้องแม่นยำ (Visibility) ไม่สามารถบิดเบือนตัวเลขย้อนหลังได้ จึงเกิดความโปร่งใส (Transparency)

5. Predictive Capacity

รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมปรับปรุงแก้ไขได้ทันท่วงที เช่น รู้ว่าเครื่องจักรกำลังจะเสียล่วงหน้า 60 วัน ทำให้มีเวลาสั่งซื้ออะไหล่ เพื่อการซ่อมบำรุง พร้อมทั้งจัดเตรียมเครื่องจักรตัวอื่นเข้ามาทดแทน หรือโยกการผลิตไปที่โรงงานอื่นได้ทันท่วงที

6. Adaptability

ตัดสินใจบนฐานของข้อมูล (Information-based decisions) แทนการตัดสินใจบนฐานของประสบการณ์ (experience-based decision) และตอบสนองแบบอัตโนมัติและแม่นยำ เช่น เมื่อรู้ความต้องการของลูกค้า ก็จะมีการปรับปริมาณการผลิต เปลี่ยนแปลงประเภทของผลิตภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็ว และลดการสูญเสียได้มาก หรือ “Auto vehicle” จะสามารถปรับเปลี่ยนการขับเคลื่อนได้ ก็จำเป็นต้องมีข้อมูลที่โปร่งใส (Transparency) ไม่บิดเบือน และสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ (Predictive Capacity)

และผมขอเพิ่มเติมข้อ 7 ด้วยว่า เมื่อองค์กรทำ Digital Transformation มาจนถึงจุดหนึ่ง อาจเกิดระบบที่ก้าวล้ำ จนสามารถแบ่งปันให้กับองค์กรอื่นได้ใช้ด้วย และเมื่อแบ่งปันได้ ก็จะกลายเป็นธุรกิจใหม่ให้กับองค์กร จนอาจกลายเป็นว่าธุรกิจใหม่นี้ มีแนวโน้มที่จะเติบโตแซงหน้าธุรกิจเดิมได้ในเวลาอันใกล้ เช่น การพัฒนาระบบ Cloud Computing ของตนเองจนกลายเป็น Platform as a Service (PaaS) ที่ให้บริการกับองค์กรอื่นได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม การเดินทางบนเส้นทางของ Digital Transformation จำเป็นต้องบูรณาการอย่างรอบด้าน ทั้งด้านกำลังคน เครื่องจักร เครื่องมือ วัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์ (Resources), ด้านระบบข้อมูล (Information Systems), ด้านโครงสร้างองค์กร ที่พร้อมปรับเปลี่ยนตอบสนองความต้องการของลูกค้า (Organizational Structure) และด้านวัฒนธรรมองค์กร ที่พร้อมเรียนรู้และทดลองทำสิ่งใหม่ (Culture)

สรุปว่า การพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 คือ การลงรายละเอียดในการทำ Digital Transformation ในมิติขององค์กรภาคอุตสาหกรรม โดยผลลัพธ์สุดท้ายของอุตสาหกรรม 4.0 คือ ความสามารถในการปรับเปลี่ยน (Adaptability) ตัดสินใจบนฐานของข้อมูล และตอบสนองปรับเปลี่ยนได้อย่างอัตโนมัติและแม่นยำ โดยไม่ต้องพึ่งพาการตัดสินใจของมนุษย์ ในขณะที่หัวใจของการทำ Digital Transformation คือ ความสามารถในการปรับเปลี่ยน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างเท่าทัน ด้วยการใช้เทคโนโลยี ไปจนถึงสามารถเปลี่ยนแปลง Business Model ให้กับธุรกิจได้ ดังนั้น คำว่าอุตสาหกรรม 4.0 และ Digital Transformation จึงมีความสอดคล้องกัน ในภาคอุสาหกรรมอาจใช้ 2 คำนี้ ทดแทนกันได้ในเบื้องต้น โดยคำว่า Digital Transformation มีความหมายที่กว้างกว่าซึ่งสามารถใช้ได้ในองค์กรทุกภาคส่วน

“ทำให้ง่าย” หัวใจของ Startup ที่ปรับใช้ได้ในชีวิต – Startup Concept

การทำความเข้าใจกระบวนการเติบโตที่รวดเร็วของ “Startup” ช่วยให้องค์กรทั้งเล็กและใหญ่ ประหยัดทรัพยากรไปได้มากเลยครับ โดย 2 สิ่งที่เป็นหัวใจของ Startup ก็คือ Repeatable และ Scalable

1. Repeatable

Repeatable คือ สามารถใช้ซ้ำได้ ถ้ามองจากมุมลูกค้า จะหมายถึง สินค้าและบริการที่ออกแบบมา ต้องเป็นสิ่งที่ลูกค้าซื้อซ้ำได้ เช่น เครื่องดื่มที่ดื่มแล้วติดใจ เมื่อลูกค้ากระหายน้ำ ก็ย่อมซื้อซ้ำอีกแน่นอน ในขณะที่สินค้าและบริการบางประเภท ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อซ้ำ เช่น Application ที่ซื้อเพียงครั้งเดียวจบ เป็นต้น

ดังนั้น หากอยากให้ Application มีสิ่งที่เรียกว่า “Repeatable” เราก็ต้องออกแบบให้ภายในบริการนั้น มีสิ่งที่ลูกค้าจะซื้อซ้ำได้ เช่น บริการ Sticker Line จะมี Sticker Shop ที่สามารถเพิ่มแบบใหม่ ๆ อยู่เรื่อย ๆ ทำให้ลูกค้าซื้อซ้ำได้ เป็นต้น

Repeatable ในมิติภายในองค์กร ถ้ามองว่าตัวเราเอง ออกแบบกระบวนการเพื่อตัวเราหรือทีมของเรา ตัวเราหรือทีมของเราก็จะกลายเป็นลูกค้าของตัวเองนั่นเอง การทำให้เกิด Repeatable ในกระบวนการทำงาน จึงหมายถึง เราสามารถใช้ซ้ำ ในแต่ละสิ่งที่ทำขึ้นมาแล้วได้อีก เช่น การทำงาน Art Wotk สำหรับโครงการต่อเนื่อง เราก็อาจจะออกแบบเผื่อให้สามารถใช้ผลงานซ้ำได้ เพียงแค่ปรับเล็กน้อย ก็สามารถใช้ได้ทันที ช่วยให้ประหยัดเวลา ประหยัดงบประมาณไปได้มาก

สรุป Repeatable คือ การออกแบบสินค้าหรือบริการให้สามารถซื้อซ้ำได้ และอาจหมายรวมถึง การออกแบบกระบวนการทำงาน ให้สามารถทำงานซ้ำ ๆ ได้อย่างสะดวก

 

2. Scalable

Scalable คือ การขยาย แบ่งออกเป็น 2 ทิศทาง ได้แก่

  • Scale Up คือ ขยายความสามารถ (Capability) ได้แก่ กำลังการผลิต หรือ feature ใหม่ ๆ ภายในแอพเดิม ผลก็คือ ยอดขายมากขึ้น ในตลาดกลุ่มเดิม
  • Scale Out คือ ขยายฐานลูกค้า (Customer) ได้แก่ การเพิ่มสาขาใหม่ ๆ หรือขยายการใช้งาน Platform ไปยังประเทศใหม่ ๆ

ตัวอย่าง Scale Up เช่น บริษัทฝึกอบรม ก็อาจเพิ่มจำนวนวิทยากร หรือเพิ่มเติมจำนวนหลักสูตรฝึกอบรมให้มากขึ้น

ตัวอย่าง Scale Out เช่น บริษัทฝึกอบรม ขยายบริการฝึกอบรมไปยังต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ซึ่งถ้าหากใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น การมี Platform ของตัวเอง จะทำให้การ Scale Out เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้นเป็นอย่างมาก

Scalable ในมิติภายในองค์กร อาจหมายถึง การมีโครงสร้างการทำงาน ที่สามารถขยายกำลังการผลิตได้อย่างรวดเร็ว เช่น โครงสร้างการทำงานแบบ “Scaling Agile Model” ของ Spotify ซึ่งประกอบด้วย Tribe, Squad, Chapter และ Guild โดยที่มีหน่วยใหญ่ที่สุด คือ Tribe ที่มีขนาดไม่เกิน 40-60 คน เพื่อลดกฏ ลดขั้นตอน และลดปัญหาการเมือง ที่มักเกิดขึ้นในองค์กรขนาดใหญ่ มี Squad เพื่อร่วมทีมผู้ที่เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา 4-10 คน มาร่วมงานกันตั้งแต่ต้นจนจบงาน มี Chapter ให้ผู้ที่เชี่ยวชาญในด้านเดียวกันได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน และมี Guild ให้สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นอิสระตามที่สนใจ เพื่อบ่มเพาะทักษะทางสังคม (Social Skills)

แนวทางในการนำไปประยุกต์ใช้ คือ เราจะเริ่มต้นด้วยการสร้างสินค้าหรือบริการที่ Repeatable ได้ ถึงขั้นนี้ ก็จะเหมือนกับ SME ที่สามารถประครองกิจการอยู่ได้ด้วยการซื้อซ้ำของลูกค้า จากนั้น เราจะทดลอง Scale Up ด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น หรือเพิ่มรายการสินค้า บริการ และ feature ใหม่ ๆ

เมื่อทดลอง Scale Up จนเกิดการอิ่มตัวในฐานลูกค้าเดิม เราก็จะมีประสบการณ์เพียงพอ หลังจากนี้ เราจึงทำการขยายฐานลูกค้าดูบ้าง ขั้นนี้ ก็คือการ Scale Out นั่นเอง โดยสิ่งที่จะช่วยให้ Repeatable และ Scalable ทำได้ง่ายและรวดเร็วมาก ๆ ก็คือ การมี Platform

รัน ธีรัญญ์ ผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาภาวะผู้นำแบบ “Inner Growth for Outer Change”
Since:
Update:

Read : 6 times