เกิดอะไรขึ้นกับโลก
ขณะนี้ โลกอุณหภูมิมากขึ้น 1.48°C จากยุคก่อนอุตสาหกรรม ก่อให้เกิดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง ทั้งภัยแล้ง คลื่นความร้อน และปริมาณน้ำฝน
เป้าหมายที่ริบหรี่
เพื่อจำกัดภาวะโลกร้อนให้ไม่เกิน 1.5°C ในทศวรรษนี้ เราจะต้องเข้มงวด (แบบไม่กระพริบตา) ต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
โลกร้อนเกี่ยวกับเราอย่างไร
โดยคำว่าภาวะโลกร้อน 1.5°C หมายถึง อุณหภูมิโลกสูงขึ้น 1.5°C เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม และภาวะโลกร้อน 2.0°C หมายถึง อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น 2.0°C เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม จากการศึกษา "รายงานพิเศษ IPCC: ภาวะโลกร้อน 1.5°C (สรุปสำหรับครู)" ซึ่งได้รวบรวมความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเป้าหมายอุณหภูมิตามความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่มุ่งจำกัดภาวะโลกร้อนให้อยู่ต่ำกว่า 2.0°C และพยายามจำกัดให้อยู่ที่ 1.5°C โดยเน้นย้ำว่า "ทุกองศา ทุกปี และทุกการตัดสินใจมีความสำคัญ" หากไม่ดำเนินการในวันนี้จะเพิ่มภาระให้กับคนรุ่นต่อไป และยิ่งภาวะโลกร้อนสูงขึ้นเท่าใด ความเสี่ยงและผลกระทบก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
ได้มีการเปรียบเทียบความรุนแรงของผลกระทบจากการที่โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น 1.5°C เทียบกับ 2.0°C ข้อสรุปที่สำคัญ คือ ภาวะโลกร้อนที่ 2.0°C จะส่งผลกระทบที่ใหญ่หลวงกว่าอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับภาวะโลกร้อนที่ 1.5°C อย่างไรก็ตาม รายงานชี้ให้เห็นว่า ภาวะโลกร้อนที่ 1.5°C นั้นไม่ได้ปลอดภัย แต่ความเสี่ยงและผลกระทบทางกายภาพจะต่ำกว่าอย่างมากเมื่อเทียบกับ 2.0°C
1. ผลกระทบต่อสภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Events)
- คลื่นความร้อน: อุณหภูมิที่ร้อนจัดในระดับท้องถิ่นจะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของภาวะโลกร้อนทั่วโลก
- หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 0.5°C อุณหภูมิสูงสุดในช่วงคลื่นความร้อนอาจเพิ่มขึ้นได้ถึงสองถึงสามเท่า
- ที่ภาวะโลกร้อน 1.5°C คลื่นความร้อนจะมีความถี่น้อยกว่าและมีอุณหภูมิสูงสุดต่ำกว่าเมื่อเทียบกับ 2.0°C
- ที่ 2.0°C คลื่นความร้อนจะสูงขึ้น 4°C ในขณะที่ 1.5°C จะสูงขึ้น 3°C
- ภาวะขาดแคลนน้ำ/ภัยแล้ง: ทั่วโลกจะมีผู้คน 200–300 ล้านคนเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำมากกว่า หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 2.0°C แทนที่จะเป็น 1.5°C
- ฝนตกหนัก: คาดว่าเหตุการณ์ฝนตกหนักจะเกิดขึ้นบ่อยขึ้นที่ละติจูดสูงในซีกโลกเหนือหากอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2.0°C เทียบกับ 1.5°C
2. ระดับน้ำทะเลและน้ำแข็ง (Sea Level and Ice)
- ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น (Sea Level Rise): ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นภายในปี 2100 จะสูงขึ้น 10 เซนติเมตร หากภาวะโลกร้อนถึง 2.0°C แทนที่จะเป็น 1.5°C
- ที่ 2.0°C จะมีผู้คนประมาณ 10.4 ล้านคน ที่เสี่ยงต่อผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นมากกว่า
- การเกิน 1.5°C เพิ่มความเสี่ยงที่จะกระตุ้นให้เกิดความไม่เสถียรของแผ่นน้ำแข็งขั้วโลก ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นหลายเมตรในระยะเวลาหลายศตวรรษถึงหลายพันปี
- น้ำแข็งทะเลอาร์กติก (Arctic Sea Ice):
- ที่ 2.0°C อาร์กติกจะไม่มีน้ำแข็งทะเลในฤดูร้อน หลายครั้งต่อทศวรรษ
- ที่ 1.5°C อาร์กติกจะไม่มีน้ำแข็งทะเลในฤดูร้อนเพียง ไม่กี่ครั้งต่อศตวรรษหรือน้อยกว่านั้น
3. ผลกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ (Ecosystems and Biodiversity)
- พื้นที่เสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลง: พื้นที่บนบกที่มีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศครั้งใหญ่จะลดลงประมาณ 50% ที่ 1.5°C เมื่อเทียบกับ 2.0°C
- การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ: ความเสี่ยงของการสูญเสียสายพันธุ์ท้องถิ่นและการสูญพันธุ์จะต่ำกว่ามากที่ 1.5°C
- การสูญเสียที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ (อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ซึ่งมีผลต่อการสูญพันธุ์) สำหรับสัตว์มีกระดูกสันหลังอยู่ที่ 4% เมื่อเกิดภาวะโลกร้อนที่ 1.5°C และ 8% เมื่อเกิดภาวะโลกร้อน 2.0°C
- แนวปะการัง (Coral Reefs): แม้ว่าที่ 1.5°C จะมีผลกระทบร้ายแรง แต่ที่ 2.0°C นั้นเลวร้ายยิ่งกว่า
- คาดว่าปะการังจะสูญเสียประมาณ 70% ถึง 90% ที่ 1.5°C เทียบกับ 99% ที่ 2.0°C
4. ผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและเคมีมหาสมุทร
- ผลผลิตพืชผล: ที่ 1.5°C การลดลงของผลผลิตพืชผลหลัก เช่น ข้าวโพด ข้าว และข้าวสาลี จะลดลงน้อยกว่าที่ 2.0°C โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแอฟริกาใต้สะฮารา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และละตินอเมริกา
- การประมง: ปริมาณการจับปลาทั่วโลกอาจลดลงถึงสองเท่าที่ 2.0°C เมื่อเทียบกับ 1.5°C
- ภาวะความเป็นกรดในมหาสมุทร (Ocean Acidification): ที่ 1.5°C มหาสมุทรจะมีสภาพความเป็นกรดน้อยกว่า เนื่องจาก CO2 ในชั้นบรรยากาศต่ำกว่า จึงถูกดูดซับโดยมหาสมุทรน้อยกว่า การลดความเป็นกรดนี้จะลดความเสี่ยงต่อความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลและระบบนิเวศ
5. การปรับตัวต่อผลกระทบ (Adaptation Context)
การเปรียบเทียบผลกระทบ เน้นย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่มากขึ้นที่ 2.0°C นำไปสู่ความเสี่ยงที่สูงขึ้นต่อการดำรงชีวิต ความมั่นคงทางอาหารและน้ำ สุขภาพและความมั่นคงของมนุษย์ และการเติบโตทางเศรษฐกิจ
- การปรับตัวยังคงมีความจำเป็นที่การควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5°C เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม
- แม้แต่ที่ 1.5°C ความเร็วของการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพก็อาจเกินขีดความสามารถของมนุษย์ในการปรับตัวได้ เช่น ในกรณีของระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น ประชากรของเกาะที่ลุ่มบางแห่งจะต้องอพยพ
รายงานนี้เน้นย้ำว่า มีความจำเป็นเร่งด่วนในการจำกัดภาวะโลกร้อนให้อยู่ที่ 1.5°C เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่ร้ายแรงขั้นสุด ของภาวะโลกร้อน 2.0°C การลดความเสี่ยงที่เห็นได้ชัดเจนจากการเปรียบเทียบ 1.5°C กับ 2°C นี้ ทำให้การจำกัดภาวะโลกร้อนเป็นไปในทิศทางเดียวกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals - SDGs) เพราะผลกระทบทางกายภาพของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นจะซ้ำเติมความยากจน (exacerbate poverty) และความไม่เท่าเทียม ซึ่งประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยที่สุดมักจะเผชิญกับความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด การทำความเข้าใจความแตกต่างของผลกระทบเหล่านี้ จึงเป็นแรงผลักดันหลักที่เน้นย้ำว่า การลดการปล่อย CO2 ให้เหลือศูนย์ภายในไม่กี่ทศวรรษข้างหน้าเป็นสิ่งจำเป็น เพราะการจำกัดภาวะโลกร้อนที่ 1.5°C เมื่อเทียบกับ 2.0°C จะเป็นประโยชน์อย่างชัดเจนต่อผู้คนและระบบนิเวศตามธรรมชาติ

ความเป็นไปได้
ถ้าเป้าหมายจะเป็นจริงได้ จากกราฟปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่ยังคงเป็นขาขึ้น จะต้องกลับทิศเป็นขาลง ภายในปีนี้ หรือก่อนปี 2025 เป็นอย่างช้าที่สุด และต้องลดลง 43% ภายในปี 2030 (จากประมาณ 5 หมื่นล้านตัน ให้เหลือ 3 หมื่นล้านตัน)

เรียนรู้จากโลกเดือด
ก๊าซเรือนกระจกเคยช่วยให้โลกอบอุ่น แต่พอมีมากขึ้นจนเสียสมดุล ทำให้รังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่เคยสะท้อนออกจากชั้นบรรยากาศได้ กลับวนเวียนปกคลุมผิวโลก โลกจึงร้อนขึ้น
Net zero emissions โดยย่อคือ นโยบายในการลดก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศโดยไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเลย คำนึงถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต ส่วนคำว่า Carbon Neutrality คือ นโยบายในการลดก๊าซคาร์บอนในชั้นบรรยากาศและสามารถชดเชยหรือกักเก็บด้วยวิธีอื่น เช่น การใช้คาร์บอนเครดิตและการปลูกป่า นั่นคือ Net zero emissions คล้ายกับ Carbon Neutrality แต่กว้างกว่า โดย Net Zero พิจารณาครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ที่ส่งผลให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ CO2 ก๊าซมีเทน CH4 และ ไนตรัสออกไซด์ N2O ในขณะที่ Carbon Neutrality สามารถคำนวณแบบชดเชยได้ด้วยคาร์บอนเครดิตและการปลูกป่า
พลังงานฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ส่งผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
แม้แต่การผลิตไฟฟ้า ของโรงไฟฟ้าก็ใช้พลังงานฟอซซิล ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก
การใช้รถไฟฟ้า (EV) แต่ใช้แหล่งผลิตไฟฟ้ามาจากพลังงานฟอสซิล จึงอาจไม่ช่วยอะไร
พลังงานไฟฟ้า ควรผลิตมาจากพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์, พลังงานลม, พลังงานน้ำ เป็นต้น
นอกจากโรงไฟฟ้า การขนส่ง และโรงงานอุตสาหกรรม ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนจำนวนมาก ภาคครัวเรือน ห้างสรรพสินค้า ก็ปล่อยก๊าซคาร์บอนมากเช่นกัน
ภาคการเกษตรปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งมีความรุนแรงมากกว่าก๊าซคาร์บอน 23 เท่า ที่ควรเฝ้าระวังคือการไม่ขยายพื้นที่เกษตร รุกเข้าพื้นที่ป่าไม้
ป่าไม้ เปรียบเสมือนเครื่องปรับอากาศของโลก การรักษาสัดส่วนและเพิ่มพื้นที่ป่าจะช่วยรักษาโลก และสิ่งมีชีวิต รวมทั้งชีวิตของมนุษย์ได้
มาตรการในไทย
องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ คาร์บอนเครดิต ผ่าน มาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ อย่างกลไกตลาด (Market-based Mechanism) โดยแบ่งออกได้ 2 แบบ ดังนี้
แบบ 1. ตลาดแบบทางการหรือตลาดภาคบังคับ (Mandatory Carbon Market) เป็นตลาดที่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย 1 สิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีค่าเท่ากับ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่า (tCO2eq) และอายุของสิทธิ์จะมีอายุหนึ่งปีหรือขึ้นกับภาครัฐเป็นผู้กำหนด Cap-and-Trade ปล่อยต่ำขายได้ ปล่อยเกินซื้อได้
แบบ 2. ตลาดภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Market) เป็นตลาดสื่อกลางในการซื้อขาย แลกเปลี่ยน “คาร์บอนเครดิต” ที่เกิดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการหรือองค์กร มีการซื้อขายด้วยความสมัครใจ (Voluntary) สามารถดำเนินการซื้อขาย คาร์บอนเครดิต ได้ 2 รูปแบบ คือ
- การซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มตลาดซื้อขาย (Trading Platform) หรือ ศูนย์ซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ เช่น FTIX Exchange
- การซื้อขายโดยการตกลงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายโดยตรง หรือ Over The Counter (OTC)
มาตรการในสหภาพยุโรป
สำหรับสหภาพยุโรป (EU) ได้กำหนดเป้าหมายทางกฎหมายที่ผูกพันให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2050 (สวีเดน ตั้งเป้าปี 2045)
นอกจากนี้ EU ยังมีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 55% จากระดับของปี 1990 ภายในปี 2030
ภาวะผู้นำแบบ Systems Leadership ทำอย่างไร
มนุษย์จำเป็นต้องตื่นขึ้นจากด้านใน และร่วมมือกันทำ 5 สิ่งนี้ (C.L.E.A.R.)
- รวมกลุ่มอย่างใส่ใจ (Convene and commit)
- รับฟัง เรียนรู้ (Look and learn)
- เกาะติด กระตุ้น (Engage and energize)
- ขับเคลื่อน ลงมือทำ (Act with accountability)
- ทบทวน รื้อสร้าง (Review and revise)
เรารู้สึกว่าเรื่องโลกเดือด เกี่ยวกับเรามากน้อยแค่ไหน เพราะอะไร และถ้ารู้สึกว่าเกี่ยวข้อง เรากำลังทำอะไรอยู่บ้าง ที่เข้าข่ายความหมาย Systems Leadership
--- ธีรัญญ์ ไพโรจน์อังสุธร, Ph.D. (อ.รัน)
อ้างอิง
- Paris Agreement
- Our World in Data
- Systems Leadership
- องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
- (IPCC) Intergovernmental Panel on Climate Change. (2018). IPCC Special Report Global Warming of 1.5∘C Summary for Teachers. Coordinated by Lydie Lescarmontier. Office for Climate Education.