Scan here!
Embedded QR Code

โครงการที่เป็นรูปแบบ Mutual Exclusive เราจะตัดสินใจบนฐาน NPV หรือ IRR เพราะเหตุใด

มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value: NPV) เป็นเกณฑ์หลัก มากกว่าอัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return: IRR)
สำหรับโครงการแบบ Mutually Exclusive (เลือกได้โครงการเดียว) ต้องตัดสินใจบนฐาน NPV เพราะเหตุผล 3 ข้อ 1. เป้าหมายของบริษัทคือเพิ่มมูลค่าเป็นจำนวนเงิน 2. ข้อสมมติการนำเงินไปลงทุนต่อ (Reinvestment Rate) 3. IRR มีปัญหาเรื่อง Multiple IRR ดังนั้นเมื่อ NPV และ IRR ให้ผลขัดแย้งกันในโครงการแบบ Mutually Exclusive ให้เชื่อ NPV เสมอ เพราะเป็นการตัดสินใจที่ทำให้มูลค่ากิจการสูงสุด
ถ้าให้ผม/หนูเลือกเอง ผมชี้ไปที่ NPV แบบไม่ต้องคิดเยอะครับ เพราะ IRR มัน "หลอกตา" ได้ง่ายมาก เหตุผลคือ IRR มันบอกแค่ "เปอร์เซ็นต์ผลตอบแทน" แต่ไม่สนใจว่าโปรเจกต์นั้นจะสร้างเม็ดเงินจริงๆ ได้เท่าไหร่ (Scale) กับระยะเวลาของกระแสเงินสด (Timing) สมมติมีโปรเจกต์ A ลงทุน 100 บาท กำไร IRR 50% กับโปรเจกต์ B ลงทุน 1 ล้าน IRR แค่ 15% ตามทฤษฎี IRR อาจจะดูชนะ แต่ในความเป็นจริง โปรเจกต์ B สร้าง Cash flow ให้บริษัทมากกว่ามหาศาล พวกผู้บริหารอาจจะชอบดู IRR เพราะตัวเลข % มันฟังดูดีและเข้าใจง่าย แต่ถ้าเป็นการตัดสินใจลงทุนระดับบริษัท ผมมองว่า NPV คือคำตอบสุดท้ายที่ปลอดภัยที่สุดครับ เพราะมันวัด "มูลค่าเงินที่เพิ่มขึ้นจริง" ของบริษัท ต่อให้ IRR สวยแค่ไหน แต่ถ้า NPV ติดลบหรือน้อยกว่า ก็ไม่มีความหมายครับ
โครงการลงทุนแบบ Mutually Exclusive ควรใช้ NPV เป็นเกณฑ์หลักในการตัดสินใจ เนื่องจากเป็นโครงการที่ไม่สามารถเลือกลงทุนพร้อมกันได้ และ NPV สามารถสะท้อนมูลค่าเพิ่มที่กิจการจะได้รับจากการลงทุนโดยตรง ขณะที่ IRR เป็นเพียงอัตราผลตอบแทนในรูปเปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจทำให้การจัดอันดับโครงการคลาดเคลื่อนเมื่อขนาดเงินลงทุนหรือระยะเวลาของกระแสเงินสดแตกต่างกัน ดังนั้น หากโครงการมี NPV เป็นบวกทั้งคู่ ควรเลือกโครงการที่มี NPV สูงที่สุด เพื่อให้กิจการได้รับความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นสูงสุด
เพราะ NPV วัดเป็น "ตัวเงินจริง" ที่ทำให้บริษัทรวยขึ้นมากที่สุด ขณะที่ IRR วัดเป็นแค่ "%" ซึ่งอาจทำให้หลงทิศทางกับโครงการขนาดเล็กที่ลงทุนน้อยแต่ % สูงได้
NPV เพราะ แสดงมูลค่าเพิ่มที่โครงการสร้างได้ชัดเจนกว่า IRR เลือก NPVที่เป็น บวกและสูงที่สุดเพื่อความมั้งคั่งสูงสุดให้ผู้ถือหุ้น
ใช้NPV เป็นเกณฑ์หลักในการตัดสินใจเลือกโครงการที่สูงที่สุด และเปรียบเทียบภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม IRR ใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจร่วมด้วย
ใช้ NPV เพราะ NPV วัดมูลค่าที่เพิ่มให้ผู้ถือหุ้นเป็นจำนวนเงินโดยตรง ส่วน IRR เป็นร้อยละ ไม่สะท้อนขนาดโครงการ และอาจจัดอันดับขัดแย้งกับ NPV เมื่อขนาดเงินลงทุนหรือจังหวะเวลาของกระแสเงินสดต่างกัน
ธุรกิจต้องการกำไรเป็นเงินก้อน ไม่ใช่เปอร์เซ็นต์สวยๆ IRR (เปอร์เซ็นต์): อาจหลอกตา โปรเจกต์ที่เปอร์เซ็นต์สูง อาจลงทุนน้อยและได้เงินกลับมานิดเดียว NPV (จำนวนเงิน): คือ เม็ดเงินกำไรสุทธิ"จริงๆ ที่จะเข้ากระเป๋าบริษัท ควรเลือก NPV ค่ะ
เลือกNPV ค่ะเพราะเราสามารถเลือกที่จะลงทุนได้เพียงแค่โครงการเดียวมีมูลค่าเพิ่มทำให้กิจกรรมของผู้ถือหุ้นลดลง
เลือกใช้ NPV เพราะสะท้อนมูลค่าเพิ่มที่โครงการสร้างให้กิจการ โดยเลือกโครงการที่มี NPV สูงที่สุดและเป็นบวก
NPV เพราะมีน่าเชื่อถือมากกว่า IRR และ IRR คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ไม่บอกถึงจำนวนเงินเม็ดเงินจริงที่บริษัทจะได้รับ
ใช้ NPV เป็นเกณฑ์หลักในการตัดสินใจ เพราะ NPV คือตัวเลขที่บอกถึง มูลค่าความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นจริงเป็นจำนวนเงิน
โครงการที่เลือกทำได้เพียงโครงการเดียว…. เราควรใช้ NPV เป็นเกณฑ์หลักในการตัดสินใจเลือกโครงการที่ทำแทนกันได้ เพราะ NPV แสดงมูลค่าเพิ่มสุทธิของบริษัทเป็นจำนวนเงินจริง โดยคำนึงถึงมูลค่าเงินตามเวลาและต้นทุนเงินทุนแล้ว ส่วน IRR แสดงผลตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจทำให้จัดอันดับโครงการแตกต่างจาก NPV ได้ หาก NPV ของโครงการเป็นบวก แสดงว่าโครงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้บริษัทเมื่อเทียบกับต้นทุนเงินทุน ภายใต้สมมติฐานของการประเมินนั้นค่ะ
ตัดสินใจอยู่บนฐาน NPV มากกว่า IRR เพราะว่า NPV แสดงมูลค่าเพิ่มที่แท้จริงของบริษัท ในรูปตัวเงิน แต่ IRR แสดงเป็นเปอร์เซ็นต์
แบบ Mutually Exclusive ให้ยึด NPV ที่สูงกว่า เป็นเกณฑ์ตัดสินใจเด็ดขาด NPV วัดมูลค่าที่เป็นตัวเงินจริง (Absolute Value) ที่เพิ่มขึ้นให้กับกิจการหรือผู้ถือหุ้น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายสูงสุดของการเงินธุรกิจ
ควรตัดสินใจบนฐานNPV เป็นหลัก เพราะ สอดคล้องกับเป้าหมายสูงสุดในการบริหารการเงินคือมูลค่าความมั่งคั่งสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้น
การตัดสินใจเลือกโครงการที่เป็นรูปแบบ Mutually Exclusive (โครงการที่ขัดแย้งกันและเลือกได้เพียงโครงการเดียว) เราต้องตัดสินใจบนฐาน NPV (Net Present Value) เป็นหลักครับ NPV คือเครื่องมือที่ดีที่สุด เพราะเป็นเกณฑ์เดียวที่มุ่งเน้นการสร้าง มูลค่าความมั่งคั่งสูงสุดในรูปของตัวเงินจริง (Absolute Wealth) ให้แก่ผู้ถือหุ้นและองค์กรได้อย่างถูกต้องแม่นยำที่สุด
ควรใช้ NPV เป็นเกณฑ์หลักเพราะเป็นโครงการที่เลือกได้เพียงโครงการเดียว การเลือกโครงการที่มีNPVสูงสุดและเป็นบวกจะเพิ่มมูลค่าให้การได้มากที่สุด
โครงการที่เป็น Mutually Exclusive (โครงการที่ต้องเลือกได้เพียงโครงการเดียวและต้องตัดโครงการอื่นทิ้ง อย่างใดอย่างหนึ่ง) ต้องตัดสินใจบนฐาน NPV (Net Present Value) เสมอ โดยเลือกโครงการที่ให้ค่า NPV สูงที่สุด เพราะ NPV แสดงผลลัพธ์เป็นเงิน จำนวนเงิน แต่ IRR บอกเป็น % NPV น่าเชื่อถือกว่าในทฤษฎีการเงิน
เลือก NPV ครับ เพราะโครงการแบบ Mutual Exclusive NPV จะบอกมูลค่าเงินสดที่เพิ่มขึ้นจริง ทำให้รู้ว่าเลือกอันไหนแล้วรวยกว่า
สำหรับ โครงการที่เลือกทำได้เพียงโครงการเดียว (Mutually Exclusive Projects) ควรตัดสินใจโดยใช้ NPV เป็นหลัก โดยเลือกโครงการที่มี NPV สูงที่สุดและเป็นบวก ครับ
ถ้าต้องเลือกแค่โครงการเดียว ผมจะให้ความสำคัญกับ NPV มากกว่า เพราะสิ่งที่เราต้องการรู้จริง ๆ คือโครงการไหนทำให้มูลค่าของกิจการเพิ่มขึ้นมากที่สุด ไม่ใช่แค่โครงการไหนมีอัตราผลตอบแทนสูงกว่า ดังนั้น NPV จึงเหมาะกับการตัดสินใจในกรณี Mutual Exclusive มากกว่า
NPVค่ะ NPR จะแสดงถึงมูลค่าเพิ่มสุทธิที่โครงการสร้างให้กับบริษัทได้โดยตรง เป้าหมายหลักของบริษัทคือการเพิ่มความมั่งคั่งให้ผู้ถือหุ้น ดังนั้น NPV จึงเป็นเกณฑ์ที่ถูกต้องกว่า
ควรใช้ NPV เป็นหลักในการตัดสินใจเลือกโครงการแบบ Mutually Exclusive เพราะ NPV แสดงมูลค่าเพิ่มที่บริษัทจะได้รับเป็นจำนวนเงินจริง และช่วยเลือกโครงการที่สร้างมูลค่าให้บริษัทได้มากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อผลการจัดอันดับจาก NPV และ IRR แตกต่างกัน
ใช้ NPV เป็นเกณฑ์หลักในการตัดสินใจ เพราะวัตถุประสงค์ของการลงทุนคือการสร้างความมั่งคั่งสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้น โดย NPV สามารถวัดมูลค่าเพิ่มในรูปจำนวนเงินได้โดยตรง ส่วน IRR เป็นเพียงอัตราผลตอบแทนร้อยละ ซึ่งอาจทำให้การจัดอันดับโครงการคลาดเคลื่อนเมื่อขนาดเงินลงทุนหรือช่วงเวลาของกระแสเงินสดแตกต่างกัน
เพราะเป็นโครงการที่สมบูณณ์ที่สุด
โครงการ Mutual Exclusive ต้องตัดสินด้วย NPV เพราะ NPV บอกกำไรเป็นตัวเงินจริง IRR อย่าใช้ เพราะ: • หลอกเรื่องขนาด: IRR 50% ของเงิน 1 ล้าน สู้ IRR 20% ของเงิน 10 ล้านไม่ได้ • สมมติฐานไม่จริง: IRR คิดว่าได้เงินมาแล้วเอาไปลงทุนต่อได้ IRR เท่าเดิม ซึ่งเวอร์ไป ส่วน NPV คิดที่ WACC ซึ่งสมจริงกว่า
สำหรับโครงการที่เป็นรูปแบบ Mutually Exclusive Projects (โครงการที่มีความขัดแย้งกันเอง คือต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่สามารถทำพร้อมกันได้ เช่น จะเลือกสร้างโรงงาน A หรือโรงงาน B) การตัดสินใจควรยึดหลักบนพื้นฐานของ NPV (Net Present Value) เป็นหลักครับ เหตุผลสำคัญที่ต้องเลือก NPV แทน IRR (Internal Rate of Return) มีดังนี้ครับ: 1. NPV มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าสูงสุดให้แก่กิจการ (Wealth Maximization) NPV จะคำนวณออกมาเป็น มูลค่าเงินสดสุทธิส่วนเพิ่มที่เป็นตัวเงินจริง ๆ (เช่น บาท หรือ ดอลลาร์) ที่กิจการจะได้รับเมื่อเทียบกับการลงทุน IRR แสดงผลลัพธ์ออกมาเป็น อัตราส่วนร้อยละ (%) ซึ่งไม่สะท้อนขนาดของโครงการ ปัญหาของ IRR: โครงการขนาดเล็กอาจมีเปอร์เซ็นต์ผลตอบแทน (IRR) สูงมาก แต่สร้างมูลค่ารวมให้บริษัทน้อยนิด เมื่อเทียบกับโครงการขนาดใหญ่ที่มี IRR ต่ำกว่านิดหน่อยแต่สร้างมูลค่าเป็นตัวเงิน (NPV) ให้บริษัทมากกว่ามหาศาล การยึด NPV จึงช่วยให้เลือกโครงการที่ทำให้กิจการรวยขึ้นจริง ๆ 2. สมมติฐานเรื่องอัตราการลงทุนซ้ำ (Reinvestment Rate Assumption) ที่สมจริงกว่า IRR มีข้อสมมติฐานทางคณิตศาสตร์ว่า กระแสเงินสดที่ได้รับระหว่างทางของโครงการจะถูกนำไปลงทุนต่อด้วยอัตราผลตอบแทนเท่ากับตัว IRR เอง ซึ่งในความเป็นจริง อัตราที่สูงเช่นนั้นหายากและไม่สมจริง NPV ใช้สมมติฐานว่า กระแสเงินสดที่ได้รับจะถูกนำไปลงทุนต่อด้วย ต้นทุนเงินทุนของกิจการ (Cost of Capital / WACC) ซึ่งมีความสมเหตุสมผลและสอดคล้องกับความเป็นจริงทางธุรกิจมากกว่า 3. ปัญหาความขัดแย้งด้านขนาดและจังหวะเวลาของกระแสเงินสด (Scale & Timing Differences) เมื่อโครงการมีขนาดต่างกัน หรือมีรูปแบบกระแสเงินสดไม่เหมือนกัน (เช่น โครงการ A ได้เงินเร็วในช่วงแรก โครงการ B ได้เงินก้อนใหญ่ในอนาคต) ตัวเลข IRR มักจะให้ผลลัพธ์ที่ขัดแย้งกับ NPV และอาจชี้ให้เลือกโครงการที่ผิดพลาดได้ ในทางกลับกัน NPV จะมองภาพรวมของมูลค่าปัจจุบันสุทธิได้อย่างแม่นยำที่สุดเสมอ ข้อควรระวังเพิ่มเติม แม้ว่า NPV จะเป็นเกณฑ์หลักที่ดีที่สุด แต่ในทางปฏิบัติ นักวิเคราะห์การลงทุนมักจะนำ IRR มาดูประกอบร่วมด้วย เพื่อดูว่าโครงการนั้นมีส่วนเผื่อความปลอดภัย (Safety Margin) หรือต้นทุนเงินทุนสูงสุดที่รับได้ (Hurdle Rate) อยู่ที่ระดับใด แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างสองตัวนี้สำหรับโครงการแบบ Mutually Exclusive ให้ยึดตาม NPV เสมอ
ควรตัดสินใจบนฐาน NPV เป็นหลัก เพราะ NPV จะช่วยสร้างความมั่งคั่งสูงสุด (Maximum Wealth) ให้แก่ผู้ถือหุ้นหรือองค์กรได้มากที่สุด ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของการบริหารการเงิน ในขณะที่ IRR อาจให้ผลลัพธ์ที่ขัดแย้งและนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้
ควรใช้ NPV เพราะโครงการแบบ Mutual Exclusive สามารถเลือกได้เพียงโครงการเดียว และ NPV ช่วยให้เราเลือกโครงการที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้บริษัทได้สูงสุด
ควรใช้ NPV เป็นเกณฑ์หลักในการตัดสินใจเลือกโครงการแบบ Mutually Exclusive เพราะโครงการที่มี NPV สูงกว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กิจการได้มากกว่า และช่วยให้กิจการมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นสูงสุด ภายใต้สมมติฐานและเงื่อนไขการลงทุนเดียวกัน
: ควรใช้ NPV (Net Present Value) หรือมูลค่าปัจจุบันสุทธิเป็นเกณฑ์หลักในการตัดสินใจ เพราะช่วยเลือกโครงการที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัทได้มากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อ NPV และ IRR ให้ผลการจัดอันดับโครงการแตกต่างกัน
ควรใช้ NPV (Net Present Value) เป็นหลักในการตัดสินใจ สำหรับโครงการที่เป็นแบบ Mutual Exclusive เพราะเป็นโครงการที่สามารถเลือกลงทุนได้เพียงโครงการเดียว และ NPV สามารถสะท้อนมูลค่าเพิ่มที่แท้จริงของโครงการให้แก่บริษัทได้