ประสบการณ์การฝึกปฏิบัติ ฟังเสียงในใจตนเอง

วันที่ 3 พ.ค. 2558 ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน "ดูหนังหาแก่นธรรม" เรื่อง Life of Pi กับ อ.ประมวล เพ็งจันทร์ ที่สวนโมกข์ กรุงเทพฯ วันนั้น เป็นวันที่ผมได้เจออาจารย์เป็นครั้งแรก

ภายหลังดูหนังเรื่อง Life of Pi จบลง อาจารย์เริ่มต้นด้วยการแบ่งปันเรื่องราวที่เป็นการตื่นรู้ในเหตุการณ์ที่เรียบง่ายระหว่างวัน เหตุการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ นำมาซึ่งความสุขที่ซาบซึ้งใจ  

จากนั้น เข้าสู่ช่วงแลกเปลี่ยนแบ่งปัน ผู้ร่วมงานแสดงความคิดเห็น ตีความฉากต่าง ๆ ในหนัง เชื่อมโยงเข้าสู่หลักธรรมอย่างสนุกสนาน และเพลิดเพลิน เพราะดูเหมือนว่าเวลาจะมีไม่มากพอ

ในขณะนั้นผมก็คันปากเต็มที อยากจะร่วมเสนอไอเดียการตีความอันเลิศหรูของผม ให้กับทุกคนได้ประจักษ์รับรู้บ้าง อย่างที่ผมมักจะทำอย่างคุ้นเคย

แต่ในช่วงเวลานั้น ผมได้สัญญากับตัวเองว่าจะ "ฝึกปฏิบัติ ฟังข้างในใจตนเอง"

ผมได้แรงบันดาลใจมาจากการฟังด้วยความกรุณา (Compassionate Listening) ที่หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ เคยกล่าวเอาไว้ว่า 

ฟังโดยจุดประสงค์เพียงอย่างเดียว

​"Deep listening is the kind of listening that can help relieve the suffering of another person. You can call it compassionate listening. You listen with only one purpose: to help him or her to empty his heart."

"การฟังอย่างลึกซึ้งคือการฟังที่สามารถช่วยบรรเทาความทุกข์ของผู้อื่นได้ เธอจะเรียกว่า การฟังด้วยความกรุณา ก็ได้ เธอฟังโดยมีจุดประสงค์เพียงอย่างเดียว คือเพื่อช่วยให้เขาได้ปลดปล่อยสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมา ให้ใจเขาได้ว่างจากความทุกข์"

​จากหนังสือ The Art of Communicating (2013), Chapter 2: "Compassionate Communication"

ไม่ว่าอย่างไร ฟังต่อไปอย่างสงบ

​"Even if the other person says things that are full of wrong perceptions, bitterness, or accusations, you are able to continue to listen calmly, because you know that listening like this is the only way to help the other person suffer less."

"แม้ว่าอีกฝ่ายจะพูดสิ่งที่มีแต่ความเข้าใจผิด ความขมขื่น หรือคำปรักปรำ เธอก็ยังสามารถฟังต่อได้อย่างสงบ เพราะเธอรู้ว่าการฟังเช่นนี้คือวิธีเดียวที่จะช่วยให้เขาละวางความทุกข์ลงได้"

​จากบทสัมภาษณ์ "Thich Nhat Hanh on Compassionate Listening" (Oprah’s Super Soul Sunday / Plum Village Teachings)

การฟังช่วยให้เกิดการแปรเปลี่ยนในตนเองและผู้อื่นด้วย

​"If you can maintain compassion in your heart while listening, you are transformed and the other person is transformed too. You don't correct them, you don't argue with them, you just listen."

"หากเธอสามารถรักษาความกรุณาไว้ในใจขณะฟังได้ ตัวเธอจะได้รับการแปรเปลี่ยน และอีกฝ่ายก็ได้รับการแปรเปลี่ยนด้วย เธอไม่จำเป็นต้องโต้เถียง ไม่ต้องคอยแก้ไขความถูกต้องของเขา เธอเพียงแค่ฟัง"

​จากหนังสือ Creating True Peace: Ending Violence in Yourself, Your Family, and Your World (2003)

ด้วยแรงบันดาลใจจากคำสอนเหล่านี้ ทำให้ผมตั้งใจว่าจะ...

ฝึกรับรู้ความรู้สึกและเจตจำนงของตัวเองก่อนที่จะพูด ไม่พูดตามความคุ้นเคย

ผมตั้งใจลองฝึกแบบนี้ดูสักพักเพื่อ...

แยกสภาวะความทะยานอยากที่อยากจะอวดรู้ กับการพูดออกมาด้วยความเมตตากรุณา

ในช่วงเริ่มต้นของการฝึกนั้น ผมเห็นแต่การอวดรู้ในตนเอง จึงเลือกที่จะเงียบ ถึงแม้จะมีความอึดอัดอยู่ภายในก็ตาม เมื่อเงียบลงได้ เสียงภายในจะดังชัดขึ้น คือ ได้ยินเสียงในใจตัวเองชัดขึ้น

พอฝึกไปเรื่อย ๆ เสียงภายในก็เริ่มเชื่อง เกิดการยอมรับ โอบรับ และให้อภัยตนเอง การปล่อยผ่านอาการทะยานอยากก็ค่อย ๆ ง่ายขึ้น

เมื่อผ่านไป 2 ปีกว่า ๆ เรื่องราวนี้ กลับมาผุดขึ้นในใจของผมอีกครั้ง จึงรู้สึกว่าอยากจะเขียนถ่ายทอดประสบการณ์ออกมาแบบซื่อ ๆ ตรง ๆ ถึงแม้จะเขินอายอยู่บ้าง ถึงช่วงเวลาที่ไม่เท่าทันตนเอง จนอยากจะหยิบยกทฤษฎีต่าง ๆ ขึ้นมาเขียน เพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายในการเล่าถึงตัวเองในตอนนั้น

การฝึกปฏิบัติเช่นนี้ ทำให้ผมเกิดความเข้าใจมากขึ้น ถึงสาเหตุที่ อ.ประมวล เพ็งจันทร์ เลือกที่จะแบ่งปันความรู้สึกนิดคิดในใจตน จากประสบการณ์ตรงที่พบเจอ แทนที่จะใช้เวลาทั้งหมด ตีความหนัง Life of Pi เชื่อมโยงกับหลักธรรม หรือทฤษฎีต่าง ๆ

ทุกวันนี้ ผมยังคงฝึกการฟังเสียงจากภายในตนเอง เสียงที่ทะยานอยาก อยากจะพูดเพื่ออวดว่าตัวเก่ง หรือ รู้ดีในเรื่องนั้น เมื่อฝึกมากเข้า ๆ ก็เริ่มแยกออกระหว่างเสียงที่ต้องการอวดรู้ กับเสียงที่จะทำหน้าที่แบ่งปันออกไปด้วยความเมตตากรุณา ยิ่งสังเกตเห็น ก็ยิ่งรู้สึกว่าต้องฝึกอยู่เสมอ

สติไม่ใช่สิ่งที่จะบรรลุครั้งเดียวแล้วลืมได้ แต่คือความต่อเนื่องในการรู้สึกตัวในปัจจุบันขณะ

ทุกวันนี้ ผมจึงยังคงฝึกฟังความรู้สึก ความต้องการลึก ๆ หรือเจตจำนงในการพูดของตัวเอง ก่อนที่จะพูดออกไป 

การซื่อตรงกับด้านในจิตใจตนเอง เป็นเรื่องที่ดี แต่เราก็อาจทำการทดลองดูสักหน่อยว่า หากไม่พูดออกไปแบบตามใจตนเองทุกครั้ง จะเกิดอะไรขึ้นในห้องทดลองที่อยู่ในใจตนเอง บางที อิสระที่แท้จริง ศักยภาพที่กว้างใหญ่ไพศาลกว่าเดิม อาจจะซ่อนอยู่หลังการทดลองทวนกระแสนี้

แปรเปลี่ยนจากการพูดทุกอย่างที่คิด สู่การอยู่กับทุกอย่างที่คิดและสังเกตมัน

ข่าวดีก็คือ การฝึกฟังเสียงข้างในใจตนเอง คือ สิ่งที่ช่วยเกื้อกูลเราได้ในทั้ง 2 ด้าน ด้านหนึ่ง คือ เราจะเมตตากรุณากับตัวเองมากขึ้น ผ่านการเห็นและโอบรับความจริงในใจ และด้านที่สอง คือ เราจะเมตตากรุณากับคนอื่นได้มากขึ้น ผ่านการสร้างพื้นที่ว่างในใจ เพื่อให้ผู้อื่นได้พูดอย่างปลอดภัย 🌸🌱

--- รัน ธีรัญญ์ 

  • เขียน 24 ต.ค. 2560
  • ปรับแก้ 24 ต.ค. 2569
  • จากประสบการณ์ในปี 2558
รัน ธีรัญญ์ ผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาภาวะผู้นำแบบ “Inner Growth for Outer Change”
Since:
Update:

Read : 34 times